Showing posts with label Religion. Show all posts
Showing posts with label Religion. Show all posts

Monday, December 16, 2013

10 To Zen

  1. Let go of comparing.
  2. Let go of competing.
  3. Let go of judgements.
  4. Let go of anger.
  5. Let go of regrets.
  6. Let go of worrying.
  7. Let go of blame.
  8. Let go of guilt.
  9. Let go of fear.
  10. Have a proper belly laugh at least once a day (esp. if it's about your inability to let go of any or all of the above).
... via Facebook - Buddha Heart

Thursday, November 21, 2013

Work as Practice the Dhamma


การทำงาน สามารถเป็น การปฏิบัติธรรม ได้ตลอดเวลา

หากเราทำด้วยแรงจูงใจที่เป็นกุศล เช่น
  • ทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น 
  • เพื่อฝึกฝนพัฒนาตน 
  • โดยมุ่งให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง อดทนมากขึ้น 
  • ...
หรือหากทำโดยมีธรรมะเข้ามากำกับ เช่น
  • ทำด้วยความซื่อสัตย์ 
  • รับผิดชอบต่อหน้าที่ 
  • หรือทำด้วยความปรารถนาดีต่อส่วนรวม
  • ...

... ได้ทั้งงาน ได้ทั้งธรรม
... พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

Tuesday, November 5, 2013

ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ โดย อ. ประณีต ก้องสมุทร

พอดีไปอ่านเจอมาจาก 84000.org
เห็นว่า ละเอียด ครบถ้วนดี แต่ Font เล็กอ่านยากไปนิด
ก็เลยขอนำมาลงใน Blog ของตัวเอง พร้อมกับจัด Layout ใหม่ และเพิ่มขนาด Font ด้วยนะครับ
หวังว่า คงจะเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อย ต่อผู้อ่านทุกท่าน

ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ ( สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ ) ประณีต ก้องสมุทร

--------------------------------------------------
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ  
เตสํ สมฺปนฺนสีสานํ   อปฺปมาทวิหารินํ    
สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ  มาโร มคฺคํ น วินฺทติ  
มารค้นหาอยู่ ย่อมไม่พบทางของท่านผู้มีศีลสมบูรณ์ 
อยู่ด้วยความไม่ประมาท หลุดพ้น เพราะรู้ชอบ  
จาก ... ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
--------------------------------------------------

ในฤดูที่ดอกไม้บาน เป็นฤดูที่ยังความรื่นรมย์ให้แก่มนุษย์และสัตว์ ดอกไม้หลากชนิด หลายสี บานสะพรั่ง อวดสีและกลิ่นอยู่บนต้น บางอย่างหอมมาก บางอย่างหอมน้อย บางอย่างไม่หอมเลย บางอย่างสวยทั้งสีและกลิ่น บางอย่างสีสวยแต่ไม่มีกลิ่น บางอย่างไม่สวยทั้งสีและกลิ่น บางอย่างหอมชั่วเวลาเช้า บางอย่างหอมตอนสาย บางอย่างหอมเวลาบ่าย บางอย่างหอมเวลาเย็น บางอย่างหอมเฉพาะกลางคืน บางอย่างหอมทั้งวันทั้งคืน แต่บางอย่างก็หอมทนอยู่ได้หลายวัน ถึงกระนั้น เมื่อเหี่ยวแห้งร่วงโรยแล้วก็หมดหอม ไม่มีดอกไม้ชนิดใดเลยที่จะหอมอยู่เป็นนิจทั้งในเวลาบาน และโรยหล่น แม้เมื่อเวลาบานอยู่ ถูกลมพัดร่วงพรูจากต้น ลงประดับพื้นดินจะยังมองดูงามแปลกตา และกลิ่นของมันยังหอมกรุ่น เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็น แต่เมื่อมันเหี่ยวแห้งอับเฉา ก็ไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใด

แต่คนมีศีลมิได้เป็นเช่นนั้น ...

คนมีศีลนั้นหอมอยู่เสมอ หอมทั้งตามลมและทวนลม หอมทั้งในเวลามีชีวิตอยู่ และละโลกนี้ไปแล้ว เป็นที่ชื่นชมรักใคร่ของคนทั่วไปในเวลาที่มีชีวิต เป็นที่เสียดายอาลัยรัก และกล่าวขวัญสรรเสริญถึงในเวลาที่ตายไป ทั้งนี้เพราะตลอดเวลาที่มีชีวิต คนมีศีลไม่มีพิษมีภัยต่อผู้ใด มีกิริยาวาจาละมุนละไม น่ารัก ไม่ฆ่าตี ข่มเหง เบียดเบียน ทำร้ายใคร ทั้งด้วยกายและวาจา ประกอบด้วยความเมตตากรุณาแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่เป็นนิจ

พวงมาลัยดอกไม้หอมที่นายช่างบรรจงร้อยไว้อย่างมีระเบียบ ย่อมงดงามน่าดู ควรค่าแก่การเป็นเครื่องสักการะฉันใด คนที่มีกิริยาวาจานุ่มนวลเรียบร้อย งดงาม ก็ควรค่าแก่ความเคารพนับถือยกย่องฉันนั้น

ด้วยเหตุนั้น พระสีลวเถระองค์อรหันต์ ผู้สาวกของพระพุทธเจ้า จึงสรรเสริญศีลว่า ศีลเป็นอาภรณ์คือเครื่องประดับอันประเสริฐ

เพชรนิลจินดาและอาภรณ์อันมีค่า มิใช่เครื่องประดับอันประเสริฐ เพราะไม่อาจทำกาย วาจา ใจ ของผู้ประดับให้งดงามได้

คนมีศีลเป็นเครื่องประดับ จึงงดงามทุกเมื่อ

ก็ศีลนั้นคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะชื่อว่าเป็นคนมีศีล

ศีล คือความไม่ล่วงละเมิดของผู้มีเจตนาความตั้งใจงดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจา และอาจตลอดไปถึงใจด้วย

บางคนอาจจะไม่ล่วงละเมิดเพราะตั้งใจไว้ก่อน เช่นตั้งใจว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ ก็ไม่ฆ่า ตามที่ตั้งใจไว้

แต่บางคนก็ไม่ล่วงละเมิดโดยที่มิได้ตั้งใจไว้ก่อน ต่อเมื่อมีเหตุที่จะให้ล่วงละเมิดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ก็คิดงดเว้นไม่ล่วงละเมิดได้เอง เช่นเห็นงูพิษเลื้อยเข้ามาในบ้าน รู้ว่าเป็นงูพิษ ถ้ากัดใครเข้าอาจถึงตายได้ จึงหยิบไม้ขึ้นมาหมายจะตีงูให้ตาย แต่แล้วเกิดเมตตาสงสารว่า งูมันก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา มันคงกลัวเจ็บกลัวตายเหมือนเรา อย่าทำมันเลย แล้วก็โยนไม้ทิ้ง ไล่งูให้ออกไปเสียจากบ้าน การกระทำ เช่นนี้ก็เป็นศีล แต่เป็นศีลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยมิได้มีเจตนาคิดจะงดเว้นมาก่อน

ศีลจึงเป็นเครื่องขัดเกลากายวาจา รวมไปถึงใจให้สะอาด เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ ที่จะล่วงออกมาทางกาย ทางวาจา มีการตี การด่าเป็นต้น

ศีลนั้นแม้จะมีความหมายหลายอย่าง แต่โดยทั่วไปมักแปลกันว่า ปกติ คือปกติของกาย ของวาจา ซึ่งโดยปกติจะสงบ ไม่รุกราน ไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร แต่เมื่อละปกติคือผิดปกติก็ไม่สงบ รุกราน เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ด้วยอำนาจของจิตใจที่ผิดปกติ เพราะโลภะ โทสะและโมหะ

เพราะเหตุที่ ศีล มีความหมายว่า ปกติ คือปกติของกาย วาจา ใจ ศีลจึงมี* ๓ อย่าง คือ กุศลศีล อกุศลศีลและอัพยากตศีล (*ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ญาณกถา ข้อ ๘๙)
  • ปกติของกาย วาจา ใจ ที่เป็นกุศล มีกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิด ชื่อว่า กุศลศีล
  • ปกติของกาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศล มีอกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิด ชื่อว่า อกุศลศีล
  • ปกติของกาย วาจา ใจ ที่มิใช่กุศลและอกุศล มิได้มีกุศลจิต หรืออกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิด หากมีอัพยากตจิต คือกิริยาจิตเป็นเหตุให้เกิด ชื่อว่า อัพยากตศีล
  • ปาปชน มีอกุศลศีลเป็นส่วนมาก มีกุศลศีลเป็นส่วนน้อย
  • กัลยาณชน มีกุศลศีลเป็นส่วนมาก มีอกุศลศีลเป็นส่วนน้อย
  • พระอริยบุคคลที่ยังเป็นเสกขบุคคล ๓ จำพวก คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี มีกุศลศีลเพียงอย่างเดียว เพราะท่านเป็นผู้มีศีลบริบูรณ์แล้ว
  • พระอริยบุคคลที่เป็นอเสกขบุคคล คือพระอรหันต์มีอัพยากตศีลเพียงอย่างเดียว
ในกิมัตถิยสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ข้อ ๑ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ไว้

อานิสงส์ของศีลที่เป็นกุศล คือกุศลศีล ที่มีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน ๑๐ ประการ คือ
  1. ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสาร คือ ความไม่เดือดร้อนใจเป็นผล เป็นอานิสงส์
  2. ความไม่เดือดร้อนใจ มีความปราโมทย์เป็นผล เป็นอานิสงส์
  3. ความปราโมทย์ มีปีติเป็นผล เป็นอานิสงส์
  4. ปีติ มีปัสสัทธิ คือ ความสงบใจเป็นผล เป็นอานิสงส์
  5. ปัสสัทธิ มีสุข คือ ความสุขใจเป็นผล เป็นอานิสงส์
  6. สุข มีสมาธิเป็นผล เป็นอานิสงส์
  7. สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ คือ ความเห็นด้วยญาณตามความเป็นจริงเป็นผล เป็นอานิสงส์
  8. ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะ คือ ความหน่ายความคลายเป็นผล เป็นอานิสงส์
  9. นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ คือ ความเห็นด้วยญาณเป็นเครื่องหลุดพ้นเป็นผล เป็นอานิสงส์
  10. ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ ด้วยประการฉะนี้
เพราะฉะนั้น โลกียศีลจึงเป็นบันไดให้เข้าถึงโลกุตตรศีล เข้าถึงอธิศีลสิกขา เป็นอริยศีลได้ในที่สุด

มนุษย์นั้นมีมากมายหลายประเภท สวยมาก สวยน้อย ดีมาก ดีน้อย บางคนทั้งสวยทั้งดี
บางคนไม่สวยด้วยไม่ดีด้วย บางคนเรียบร้อย บางคนหยาบคาย บางคนอ่อนโยน บางคนดุร้าย
บางคนมีศีล บางคนไม่มีศีล สุดแท้แต่กรรมจะจำแนกให้เป็นไป

ในจำนวนคนมากมายหลายประเภทเหล่านี้ คนมีศีลเป็นคนประเสริฐ ยิ่งมีศีลด้วย สวยด้วย ยิ่งประเสริฐสุด เหมือนดอกไม้ที่สวยทั้งสีและกลิ่น

ส่วนคนสวยที่ไม่มีศีลนั้น ก็เหมือนดอกไม้ที่สวยแต่สี หามีกลิ่นไม่

คนเราจะมีศีลได้ก็เพราะมีหิริและโอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวบาป ทั้งบาปของตน และคนอื่น โดยอาศัยการมีสติเตือนตนว่า "เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ ไม่ควรกระทำ ความชั่ว" ดังนี้เป็นต้น หรือเพราะเกรงคำครหาของผู้อื่นว่า "ผู้นี้เป็นถึงสาวกของพระพุทธเจ้า ทำไมจึงประพฤติชั่วอย่างนี้" ดังนี้เป็นต้น เมื่อมีสติคิดได้อย่างนี้ จิตใจก็อ่อนโยน ไม่กล้าทำความชั่ว เมื่อไม่ทำความชั่วก็ไม่เดือดร้อน ศีลจึงมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล เป็นอานิสงส์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค ว่า

ผู้มีศีลย่อมได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ คือ 
  1. ย่อมได้รับโภคทรัพย์ใหญ่ เพราะความไม่ประมาทเป็นเหตุ (ดังที่พระท่านแสดงอานิสงส์ของศีลในเวลาให้ศีลว่า สีเลน โภคสมฺปทา)
  2. เกียรติศัพท์อันงามของผู้มีศีล ย่อมฟุ้งขจรไปไกล
  3. ผู้มีศีลเข้าไปสู่สมาคมใดๆ ย่อมเข้าไปอย่างองอาจไม่เก้อเขิน
  4. ผู้มีศีลย่อมไม่หลงทำกาละ (คือไม่หลงในเวลาตาย)
  5. ผู้มีศีล ตายแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ (สีเลน สุคตึ ยนฺติ)
นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงแสดงไว้ด้วยว่า ผู้ที่หวังได้รับความรักใคร่ สรรเสริญจากบัณฑิตทั้งหลาย ควรทำศีลให้บริบูรณ์
  • ศีลเป็นที่พึ่งของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนา
  • ศีลเป็นเสมือนน้ำที่ล้างมลทิน คือความชั่วของสัตว์ทั้งหลาย อันน้ำในแม่น้ำทั้งหลายไม่อาจล้างได้
  • ศีล ยังผู้รักษาให้สงบเย็น ไม่ร้อนรุ่มด้วยกิเลส
  • กลิ่นใดที่ฟุ้งไปได้ทั้งทวนลม และตามลม กลิ่นนั้นเสมอด้วยกลิ่นศีลไม่มี
  • บันไดที่จะขึ้นสู่สวรรค์และบรรลุนิพพาน (สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ) ที่จะเสมอด้วยบันได คือศีลหามีไม่
  • บุคคลแม้จะงดงามด้วยเครื่องประดับอันมีค่า ก็ยังไม่งามเท่าบุคคลที่มีศีลประดับกาย วาจา ใจ
  • ผู้มีศีล ย่อมติเตียนตนเองไม่ได้ เมื่อพิจารณาถึงความประพฤติของตน ย่อมเกิดปีติทุกเมื่อ

เพราะศีลมีอานิสงส์มากมายดังกล่าว ศีลจึงเป็นรากฐานแห่งคุณความดีทั้งหลาย และกำจัดความชั่วทั้งปวง
  • ศีลยังมีระดับสูงต่ำตามเจตนาของผู้รักษา ถึง* 3 ระดับคือ (* ในวิสุทธิมัคกล่าวหลายนัย ในที่นี้ยกมาเพียงนัยเดียว)
  • ศีลที่บุคคลสมาทานรักษา เพื่อต้องการภวสมบัติและโภคสมบัติ ด้วยอำนาจตัณหา ความต้องการ ชื่อว่า หีนศีล ศีลอย่างต่ำ
  • ศีลที่บุคคลสมาทานรักษา เพื่อต้องการให้ตนเองหลุดพ้นจากกิเลส ชื่อว่า มัชฌิมศีล ศีลอย่างกลาง
  • ศีลที่พระโพธิสัตว์รักษา เพื่อต้องการให้สัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นจากกิเลส ชื่อว่า ปณีตศีล ศีลอย่างประณีต
  • ศีลมีทั้งศีลของบรรพชิต และศีลของคฤหัสถ์
  • ศีลของบรรพชิต แบ่งเป็นสอง คือ ศีลของภิกษุมี ๒๒๗ ศีลของสามเณรมี ๑๐
  • ศีลของคฤหัสถ์ ได้แก่ศีล ๕ ศีล ๘ และศีลอุโบสถ
สำหรับบรรพชิตนั้น ท่านไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครอยู่แล้ว เพราะอยู่ในกรอบของศีลที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ แต่คฤหัสถ์ที่ปราศจากศีล ๕ อาจเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนเองและผู้อื่นด้วย ในที่นี้จึงขอกล่าวถึงศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง และเพื่อความสงบสุขของสังคม เพียงแต่ทุกคนพากันรักษาศีล ๕ ข้อเท่านั้น ชาวโลกก็จะอยู่ร่วมกันเป็นปกติสุข

ศีล ๕ ข้อ คือ
  1. ปาณาติปาตา เวรมณี - งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
  2. อทินนาทานา เวรมณี - งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้
  3. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี - งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
  4. มุสาวาทา เวรมณี - งดเว้นจากการกล่าวเท็จ
  5. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี - งดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เพียงรู้จักว่าศีล ๕ ข้อมีอะไรบ้างเท่านั้น ยังไม่พอ ผู้รักษายังต้องรู้เลยไปถึงว่า ท่านวางกฎเกณฑ์ไว้อย่างไรในการวินิจฉัยว่าทำอย่างไรแค่ไหนจึงล่วงศีล คือศีลขาด โดยใช้กฎเกณฑ์ในการวินิจฉัยที่ท่านเรียกว่า องค์ของศีล เป็นเครื่องตัดสิน ถ้าครบองค์ของศีลข้อนั้นๆ ศีลข้อนั้นก็ขาด ถ้าไม่ครบองค์ที่วางไว้ ขาดไปหนึ่งหรือสองข้อ ถือว่าศีลไม่ขาด แต่ศีลก็เศร้าหมอง องค์ของศีลที่ท่านวางไว้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้สำรวมระวังไม่ประมาท

ศีลข้อ ๑ มีองค์ ๕ คือ
  1. *ปาโณ - สัตว์มีชีวิต
  2. ปาณสญฺญิตา - รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
  3. วธกจิตฺตํ - จิตคิดจะฆ่า
  4. อุปกฺกโม - เพียรเพื่อจะฆ่า
  5. เตน มรณํ - สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น
* อรรถกถาบางแห่งใช้ว่า ปรปาโณ คือสัตว์อื่นที่มีชีวิต มิได้หมายถึงตัวเอง เพราะฉะนั้น การฆ่าตัวเองจึงไม่ล่วงกรรมบถ เพราะไม่ครบองค์ของศีลข้อนี้

ถ้าครบองค์ ๕ ศีลข้อ ๑ ก็ขาด ถ้าไม่ครบ ๕ ข้อ ศีลไม่ขาด แต่ก็เศร้าหมอง

โทษของศีลข้อ ๑ นี้ อย่างหนักทำให้ไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน อย่างเบาทำให้อายุสั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์

ถึงกระนั้นโทษของการล่วงศีลข้อนี้ ก็หนักเบาต่างกันด้วยร่างกายของสัตว์ ๑ ด้วยคุณของสัตว์ ๑ ด้วยเจตนา ๑ และด้วยความพยายาม ๑
  • กล่าวคือ ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ โทษก็มาก  ถ้าฆ่าสัตว์เล็ก โทษก็น้อย
  • ถ้าฆ่าสัตว์มีคุณมาก โทษก็หนักมาก  ถ้าฆ่าสัตว์มีคุณน้อย โทษก็น้อยลดหลั่นกันลงไป
  • ถ้าเจตนาคือความจงใจแรง โทษก็แรง  ถ้าเจตนาคือความจงใจอ่อน โทษก็น้อย
  • ความพยายามมากโทษก็มาก  ความพยายามน้อยโทษก็น้อย
แต่อย่าได้คิดว่าเมื่อท่านฆ่าสัตว์เล็ก ทั้งมีคุณน้อย มีความจงใจอ่อน และมีความพยายามน้อย โทษก็น้อย คงจะไม่น่ากลัว อย่าลืมว่า บาปอกุศลนั้นถึงแม้จะเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ เพราะเมื่อสำเร็จเป็นกรรมแล้ว ย่อมพาไปอบายได้เช่นเดียวกับโทษหนักเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอาจไปอยู่ในอบายชั่วระยะเวลาอันสั้น ไม่ยาวนานเหมือนโทษหนัก เพราะฉะนั้นจึงควรสังวรระวังไม่ประมาทแม้โทษเพียงเล็กน้อย

ในอรรถกถาวัมมิกสูตร มัช. มู. เล่าถึงพวกโจรที่ฆ่าอุบาสกที่เป็นพระอนาคามีว่าทำให้ตาบอดทันที เพราะผู้ถูกฆ่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีคุณธรรมสูง เจตนาของโจรก็แรง ผลจึงเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ยังไม่ต้องกล่าวถึงโทษที่จะเกิดในอนาคตว่าจะร้ายแรงแค่ไหน

ศีลข้อ ๒ มีองค์ ๕ คือ
  1. ปรปริคฺคหิตํ - ของมีเจ้าของหวงแหน
  2. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา - รู้ว่ามีเจ้าของหวงแหน
  3. เถยฺยจิตฺตํ - จิตคิดจะลัก (ทั้งโดยคิดลักเองหรือใช้ให้ผู้อื่นลักแทน)
  4. อุปกฺกโม - เพียรเพื่อจะลัก
  5. เตน หรณํ - นำของมาด้วยความเพียรนั้น
ถ้าครบองค์ ๕ ศีลข้อสองนี้ก็ขาด

โทษของศีลข้อสองนี้ อย่างหนักทำให้ไปเกิดในอบายเช่นเดียวกับศีลข้อ ๑ อย่างเบาทำให้ทรัพย์สมบัติพินาศไปเมื่อเกิดเป็นมนุษย์

ศีลข้อ ๓ มีองค์ ๔ คือ
  1. อคมนียวตฺถุ - วัตถุที่ไม่ควรถึง (คือชายหรือหญิงที่มีเจ้าของ หรือมีผู้คุ้มครองดูแลรักษา)
  2. ตสฺมึ เสวนจิตตํ - จิตคิดจะเสพในวัตถุนั้น
  3. เสวนปฺปโยโค - พยายามที่จะเสพ
  4. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติ อธิวาสนํ - ทำมรรคต่อมรรคให้ถึงกัน
ถ้าครบองค์ ๔ ที่วางไว้ ศีลข้อ ๓ นี้ก็ขาด

ศีลข้อนี้ขึ้นอยู่กับเจตนา และคุณของผู้ถูกล่วงด้วย กล่าวคือ ถ้าจงใจมากโทษก็หนัก ถ้าจงใจน้อยโทษก็น้อย ถ้าผู้ถูกล่วงเป็นผู้มีศีลโทษก็หนัก เช่นในสมัยพุทธกาล นันทมาณพ ล่วงเกินนางอุบลวรรณาอรหันตเถรี โทษถึงธรณีสูบก่อนแล้วจึงตกนรกอเวจี

โทษของศีลข้อ ๓ นี้ อย่างหนักทำให้เกิดในอบาย อย่างเบาทำให้มีศัตรู คู่เวร เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ (ในชาดกแสดงว่าทำให้เกิดเป็นกระเทย หรือเมื่อเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือมนุษย์แล้วต้องถูกตอน)

ศีลข้อ ๔ มีองค์ ๔ คือ
  1. อตถํ วตฺถุ - เรื่องไม่จริง
  2. วิสํวาทนจิตฺตํ - จิตคิดจะพูดให้ผิด
  3. ตชฺโช วายาโม - พยายามพูดออกไป
  4. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ - คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น
ถ้าครบองค์ ๔ ที่วางไว้ ศีลข้อ ๔ ก็ขาด

โทษของศีลข้อ ๔ นี้ อย่างหนักทำให้เกิดในอบาย อย่างเบาทำให้ถูกกล่าวตู่ด้วยคำที่ไม่เป็นจริง ในเมื่อเกิดเป็นมนุษย์

ศีลข้อ ๕ มีองค์ ๔ คือ
  1. มทนียํ - ของทำให้เมามีสุราเป็นต้น
  2. ปาตุกมฺยตาจิตฺตํ - จิตใคร่จะดื่ม
  3. ตชฺโช วายาโม - พยายามดื่ม
  4. ปีตปฺปเวสนํ - ดื่มให้ไหลล่วงลำคอเข้าไป
ถ้าครบองค์ ๔ ที่วางไว้ ศีลข้อที่ ๕ ก็ขาด
* โทษของศีลข้อ ๕ นี้ อย่างหนักทำให้เกิดในอบาย อย่างเบาทำให้เป็นบ้า ขาดสติ ในเมื่อเกิดเป็นมนุษย์
* โทษของศีลทั้ง ๕ ข้อจากสัพพลหุสสูตร อัง. อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๓๐

ในปัจจุบันนี้มีสิ่งเสพติดที่มีโทษมากกว่าสุราและเมรัย เช่นกัญชา และยาเสพติดเป็นต้น
แม้จะไม่จัดไว้แต่เดิม แต่ถ้าเสพแล้วก็สงเคราะห์เข้าว่าขาดศีลข้อ ๕ นี้เช่นกัน โดยอาศัยมหาประเทศ ๔ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวินัยเป็นเครื่องตัดสิน

ศีลทั้ง ๕ ข้อนี้ เมื่อผู้ใดล่วงเข้า ถือว่าล่วงกรรมบถมีโทษมาก จัดเป็นเวร คือก่อให้เกิดผลร้ายทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เช่นเมื่อล่วงศีลข้อ ๑ มีผลทำให้เกิดในอบาย หรือทำให้มีอายุสั้นเป็นต้น ทั้งเป็นโลกวัชชะ คือ มีโทษที่ชาวโลกควรเว้น กล่าวคือศีลทั้ง ๕ ข้อนี้ ถึงใครจะรักษาหรือไม่รักษาก็ตาม เมื่อประพฤติล่วงเข้าแล้ว ย่อมเกิดโทษแก่ผู้ล่วงนั้นทั้งสิ้น ทำให้ได้รับโทษเกิดในอบายเป็นต้น

เพราะฉะนั้นจึงควรเว้นสิ่งที่มีเวรมีโทษเสีย

อนึ่ง ผู้ที่ไม่ฆ่าสัตว์ แต่ชอบเบียดเบียนสัตว์ให้เป็นทุกข์เดือดร้อน แม้ศีลข้อที่ ๑ ไม่ขาด แต่ก็ขาดธรรม คือเมตตากรุณา ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์หมดจดจริงๆ จึงต้องมี

ธรรมที่คู่กับศีลแต่ละข้อกำกับไว้ด้วย คือ
  1. เมตตากรุณา คู่กับศีลข้อที่ ๑ เมตตา นั้นได้แก่ ความปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข ส่วนกรุณา นั้นปรารถนาจะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
  2. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ คู่กับศีลข้อที่ ๒ ในที่นี้หมายถึงการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลผิดธรรม เพื่อให้ได้ทรัพย์สินมาใช้สอยเลี้ยงดูตนเองและผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน
  3. ความสำรวมในกาม คู่กับศีลข้อที่ ๓ คือยินดีเฉพาะคู่ครองของตน 
  4. ความมีสัจจะ คู่กับศีลข้อที่ ๔ คือพูดจริง ทำจริง 
  5. ความมีสติ คู่กับศีลข้อที่ ๕ คือ สำรวมระวังไม่ประมาท 
ผู้มีทั้งศีลและธรรมคู่กันไป ย่อมเป็นผู้งามพร้อมไม่มีที่ติ เพราะฉะนั้น ศีล (ที่ประกอบด้วยธรรม) จึงเป็นอาภรณ์ หรือเครื่องประดับอันประเสริฐสำหรับมนุษย์

ผู้ที่ปรารถนา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตลอดจนการเกิดในสุคติเป็นมนุษย์และเทวดา หรือ ปรารถนาจะไม่เกิด คือบรรลุนิพพาน ก็ต้องอาศัยศีล

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ความปรารถนาของผู้มีศีลเท่านั้นที่จะสำเร็จ หรือความสำเร็จผลสมความปรารถนาจะเกิดแก่ผู้มีศีลเท่านั้น

ทุกคนปรารถนาของดีทั้งสิ้น ไม่มีใครปรารถนาของไม่ดี เมื่อปรารถนาของดีก็ต้องทำดี ผลที่ได้รับจึงจะดีตามการกระทำ แต่ถ้าปรารถนาของดีแล้วทำชั่ว ผลที่ได้รับก็ชั่วตามการกระทำ เมื่อได้รับผลชั่วมีการเกิดในอบายเป็นต้นแล้ว ความปรารถนาเหล่านั้นจะสำเร็จได้อย่างไร

ผู้ที่ไม่ทำชั่วจึงต้องมีศีลเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน

นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังตรัสว่า ศีล ๕ นี้เป็น มหาทาน* เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการให้ความไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ กล่าวคือ
(*ปุญญาภิสันทสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๒๙)
  • การรักษาศีลข้อ ๑  คือการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ทั้งด้วยตนเองและใช้ให้ผู้อื่นฆ่าแทนตน เป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์ทั้งปวง
  • การรักษาศีลข้อ ๒  คืองดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้ เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น
  • การรักษาศีลข้อ ๓  คือการงดเว้นจากการประพฤติผิดในบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น เป็นการให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น
  • การรักษาศีลข้อ ๔  คือการงดเว้นจากการพูดเท็จ เป็นการให้ความจริงแก่ผู้อื่น
  • การรักษาศีลข้อ ๕  คือการงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดอันเป็นโทษทุกชนิด เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ ให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น ให้ความจริงแก่ผู้อื่น ทั้งนี้เพราะผู้ที่มึนเมาเพราะสุราเป็นต้น ย่อมขาดสติ สามารถทำความชั่วได้ถึงที่สุด คือฆ่าแม่ฆ่าพ่อก็ได้ เพราะฉะนั้นการงดเว้นจากการเสพสิ่งเสพติด มีโทษเหล่านี้จึงเป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง
ก็เมื่อเราได้ให้ความไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้อย่างนี้แล้ว ย่อมได้รับความไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่ถูกเบียดเบียน หาประมาณมิได้เช่นกัน เพราะเราทำเหตุอย่างใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ ผู้ไม่มีปัจจัยจะบริจาคทาน จึงไม่ควรเสียใจ เพราะกุศลที่สูงกว่าทานที่ไม่ต้องอาศัยปัจจัยก็สามารถบำเพ็ญได้นั้นมีอยู่ กุศลนั้นคือ ศีลกุศล ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมหาทาน ล้ำเลิศกว่าทานธรรมดา ที่ต้องเสียสละของออกไปเสียอีก

ควรหรือไม่ที่จะรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์

ดังได้กล่าวแล้วว่า ศีล ๕ เป็นศีลของคฤหัสถ์ ที่คฤหัสถ์ทั้งชายหญิงควรรักษาเป็นปกติ เป็นประจำตลอดชีวิต

ถึงกระนั้น ศีลที่ยิ่งกว่าศีล ๕ ขัดเกลากิเลสได้ยิ่งกว่าศีล ๕ ที่คฤหัสถ์ควรรักษาตามโอกาสเป็นครั้งคราว ก็มีอยู่ ศีลที่กล่าวนี้คืออุโบสถศีล หรือศีลอุโบสถ ซึ่งคฤหัสถ์ชายหญิงบางท่านรักษาในวันอุโบสถ สมัยก่อนท่านกำหนดวันรักษาอุโบสถศีลไว้มากกว่าวันนี้ แต่ปัจจุบันเหลือวันรักษาอุโบสถศีลเพียงเดือนละ ๔ ครั้งในวันพระ คือในวันแรม ๘ ค่ำ แรม ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ ขึ้น ๘ ค่ำและขึ้น ๑๕ ค่ำ แต่บางท่านก็ประพฤติยิ่งกว่านั้น โดยอาศัยแนวที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาราชสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตว่า

อุโบสถมี ๓ อย่างคือ
  1. ปกติอุโบสถ คือ อุโบสถที่รักษากันเฉพาะวันที่กำหนดไว้ ในปัจจุบันนี้กำหนดเอาวันพระ คือวัน ๘ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม
  2. ปฏิชาครอุโบสถ คือ อุโบสถที่รักษากันครั้งละ ๓ วัน คือถือเอาวันที่กำหนดไว้ในปกติอุโบสถเป็นหลัก แล้วเพิ่มรักษาก่อนกำหนด ๑ วัน เรียกว่าวันรับ และหลังวันกำหนดอีก ๑ วัน เรียกว่าวันส่ง เช่นวัน ๘ ค่ำเป็นวันรักษาปกติอุโบสถ ผู้ที่จะรักษาปฏิชาครอุโบสถ ก็เริ่มรักษาตั้งแต่วัน ๗ ค่ำไปสิ้นสุดเอาเมื่อสิ้นวัน ๙ ค่ำ คือรักษาในวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำและ ๙ ค่ำ รวม ๓ วัน ๓ คืน
  3. ปาฏิหาริยปักขอุโบสถ คือ อุโบสถที่รักษากันเป็นประจำทุกวันตลอดพรรษา ๓ เดือนอย่างหนึ่ง ถ้าไม่อาจรักษาได้ตลอด ๓ เดือนก็รักษาให้ตลอด ๑ เดือน หลังจากออกพรรษาแล้ว คือรักษาในกฐินกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ อย่างหนึ่ง ถ้ายังไม่อาจรักษาได้ตลอด ๑ เดือน ก็รักษาเพียงครั้งละครึ่งเดือนหลังจากออกพรรษาแล้ว คือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ถึงสิ้นเดือน ๑๑ อีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ๓ อย่างนี้เรียกว่า ปาฏิหาริยปักขอุโบสถ
ศีลอุโบสถนั้นเป็น ศีลรวม หรือ ศีลพวง คือมีองค์ประกอบถึง ๘ องค์ ถ้าขาดไปองค์ใดองค์หนึ่ง ก็ไม่เรียกว่า ศีลอุโบสถ ตามพุทธบัญญัติ เพราะฉะนั้นการล่วงศีลอุโบสถเพียงข้อใดข้อเดียว ก็ถือว่าขาดศีลอุโบสถ เพราะเหลือศีลไม่ครบองค์ของอุโบสถศีล พูดง่ายๆว่าขาดศีลองค์เดียว ขาดหมดทั้ง ๘ องค์ ผู้ที่รักษาอุโบสถศีลจึงต้องสำรวมระวังกาย วาจา เป็นพิเศษ

อุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘ มีดังนี้
  1. ปาณาติปาตา เวรมณี - งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
  2. อทินนาทานา เวรมณี - งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้
  3. อพรหมจริยา เวรมณี - งดเว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
  4. มุสาวาทา เวรมณี - งดเว้นจากการกล่าวเท็จ
  5. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี - งดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
  6. วิกาลโภชนา เวรมณี - งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
  7. นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนมาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี - งดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล ลูบทา ทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทาอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว
  8. อุจจาสยนมหาสยนา เวรมณี - งดเว้นจากการนั่ง และการนอนบนที่นอนสูงใหญ่
อุโบสถศีลอันมีองค์ ๘ นี้ องค์ที่ ๑-๒-๔-๕ เหมือนศีลข้อ ๑-๒-๔-๕ ของศีล ๕ ที่แปลกกัน คือข้อ ๓

ศีล ๕ นั้น ข้อ ๓ ให้เว้นจากการประพฤติผิดประเวณีในผู้ที่มิใช่คู่ของตน แต่ถ้าเป็นคู่ครองของตนแล้วไม่ห้าม แต่ศีลข้อ ๓ ของอุโบสถศีลนั้น ให้งดเว้นจากการเสพประเวณีโดยเด็ดขาด แม้ในคู่ครองของตนเอง จึงจะชื่อว่า พรหมจริยา คือ ประพฤติอย่างพรหม

ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ ศีลข้อ ๖-๗-๘

อุโบสถศีลนั้นก็มีองค์ของศีลเป็นเครื่องวินิจฉัยว่า การกระทำเช่นไรจึงล่วงศีลไว้เช่นเดียวกับศีล ๕ สำหรับศีลข้อ ๑-๒-๔-๕ นั้นมีองค์เหมือนศีลข้อ ๑-๒-๔-๕ ของศีล ๕ ที่ได้กล่าวไปแล้ว สำหรับศีลข้อที่เหลือมีเครื่องวินิจฉัย ดังนี้

ศีลข้อ ๓ อพรหมจริยา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ
  1. อชฺฌาจรณียวตฺถุ - วัตถุที่จะพึงประพฤติล่วง (คือมรรคทั้ง ๓)
  2. ตตฺถ เสวนจิตฺตํ - จิตคิดจะเสพในวัตถุที่จะพึงล่วงนั้น
  3. เสวนปฺปโยโค - พยายามเสพ
  4. สาทิยนํ - มีความยินดี
ศีลข้อ ๖ วิกาลโภชนา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ
  1. วิกาโล - เวลาตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนอรุณขึ้น
  2. ยาวกาลิกํ - ของเคี้ยวของกินที่สงเคราะห์เข้าในอาหาร
  3. อชฺโฌหรณปฺปโยโค - พยายามกลืนกิน
  4. เตน อชฺโฌหรณํ - กลืนให้ล่วงลำคอเข้าไปด้วยความเพียรนั้น
สำหรับศีลข้อนี้ ควรทราบว่า เวลาตั้งแต่อรุณขึ้นไปจนถึงเที่ยง เรียกว่ากาล คือเป็นเวลาบริโภคอาหาร

ตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณขึ้น (ของวันใหม่) เรียกว่า วิกาล เป็นเวลาที่ต้องเว้นจากการบริโภคอาหารทุกชนิด เว้นน้ำธรรมดา และน้ำดื่ม ๘ อย่างที่เรียกว่า @อัฏฐบาน ที่มีพุทธานุญาตไว้

น้ำดื่ม ๘ อย่าง (อัฏฐบาน) นั้นคือ
  • น้ำที่ทำจากผลมะม่วง ๑ ผลหว้า ๑ ผลกล้วยมีเมล็ด ๑ ผลกล้วยที่ไม่มีเมล็ด ๑ ผลมะทราง ๑ ผลจันทน์ หรือผลองุ่น ๑ เง่าบัว ๑ ผลมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑
  • ต่อมาทรงมีพุทธานุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก น้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำผักดอง น้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะทราง และทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด
อรรถกถาท่านสรุปว่า ในเวลาวิกาลดื่มน้ำผลไม้ได้ทุกชนิด เว้นผลไม้ที่มีผลโตกว่าผลมะตูม (บางแห่งว่าผลมะขวิด) วิธีทำนั้นก็ต้องคั้นเอาแต่น้ำ และกรองให้ไม่มีกาก และไม่ผ่านการสุกด้วยไฟ

น้ำปานะดังกล่าวนี้เท่านั้นที่ผู้รักษาอุโบสถศีลควรดื่มในเวลาวิกาล นอกนี้ไม่ควร พึงสังเกตว่า ไม่มีน้ำนมสดทุกชนิด คือน้ำนมของสัตว์ หรือนมที่ทำจากพืชเช่นถั่วเป็นต้น

นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังทรงอนุญาตให้ บริโภคเภสัช ๕ *อย่าง คือ
  1. เนยใส 
  2. เนยข้น 
  3. น้ำมัน 
  4. น้ำผึ้ง 
  5. น้ำอ้อย 
รวมทั้งงบน้ำอ้อย ในเวลาวิกาลได้ (* พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ ข้อ ๘๖ และข้อ ๒๖ ตามลำดับ)

ศีลข้อ ๗ แบ่งเป็น ๒ ตอน แต่ละตอนมีองค์โดยเฉพาะ ถ้ากระทำผิดศีลตอนใดตอนหนึ่ง เพียงตอนเดียว ก็ถือว่าขาดหมดทั้งสองตอน

ศีลข้อ ๗ ตอนแรก นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนะ - เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล มีองค์ ๓ คือ
  1. นจฺจาทีนิ - การเล่นมีฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น
  2. ทสฺสนตฺถาย คมนํ - ไปเพื่อจะดูหรือฟัง
  3. ทสฺสนํ - ดูหรือฟัง
ศีลตอนแรกนี้ท่านห้ามทั้งเล่นเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นเล่นแล้วตนดูหรือฟัง ผู้รักษาอุโบสถศีลแล้วยังเปิดวิทยุฟังเพลง ฟังลิเกหรือมหรสพต่างๆ หรือเปิดโทรทัศน์แล้วหลบไปนั่งในที่ๆ มองไม่เห็นภาพ อาศัยฟังแต่เสียงการละเล่นต่างๆ มีละครเป็นต้นจากโทรทัศน์นั้น ย่อมไม่สมควรถือว่าผิดศีลข้อนี้ เพราะมีเจตนาชัดแจ้ง

หากมีผู้อื่นเขาเปิดดูหรือฟังอยู่ ผู้รักษาอุโบสถศีลเพียงแต่ผ่านไป ได้เห็นหรือได้ยินเข้า แล้วก็ผ่านเลยไปอย่างนี้ไม่ผิด แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้มีเจตนาจะดูหรือฟังมาก่อน แต่ผ่านไปเห็นหรือได้ยินเข้า แล้วเลยพลอยร่วมวงดูหรือฟังกับเขาด้วย อย่างนี้ก็ผิด

ปกติเราก็ดูก็ฟังกันอยู่ทักวันทุกคืน เราจะหยุดดูหยุดฟังกันสักวันหนึ่งคืนหนึ่ง ตามอย่างพระอรหันต์ท่าน มิได้เทียวหรือ

ก็ในวินัยของพระอริยเจ้านั้น *การขับร้อง คือการร้องไห้ การฟ้อนรำ คือความเป็นบ้า การหัวเราะจนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือความเป็นเด็ก (* โรณสูตร อัง. ติกนิบาต ข้อ ๕๔๗)

ศีลข้อ ๗ ตอนหลัง มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี - เว้นจากการลูบทา ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทาอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว มีองค์ ๓ คือ
  1. มาลาทีนํ อญฺญตรตา - เครื่องประดับตกแต่งมีดอกไม้และของหอมเป็นต้น
  2. อนุญฺญาตการณาภาโว - ไม่มีเหตุเจ็บไข้เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต
  3. อลงฺกตภาโว - ทัดทรงประดับตกแต่งเป็นต้นด้วยจิตคิดจะประดับให้สวยงาม
ในข้อนี้มีข้อสังเกตคือ บางท่านก่อนไปวัดเพื่อสมาทานอุโบสถศีล ก็ตกแต่งร่างกาย ทาหน้า ทาปากเป็นต้นอย่างสวยงามเสียก่อน เพราะคิดว่าได้กระทำก่อนสมาทานศีล จึงไม่ผิด แต่เจตนาในการกระทำเพื่อให้สวยงามมีอยู่จึงถือว่าผิด เพราะผู้ที่จะรักษาอุโบสถศีลนั้น ต้องตั้งเจตนาที่จะรักษาไว้ตั้งแต่รุ่งเช้าแล้วว่า จะรักษาอุโบสถศีลตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง

คำว่า วันหนึ่งคืนหนึ่งนั้น ท่านกำหนดนับตั้งแต่อรุณขึ้นของวันที่รักษาไปจนถึงอรุณขึ้นของวันใหม่ ถ้าน้อยกว่ากำหนดนี้ก็ไม่ชื่อว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง ผู้รักษาอุโบสถควรระลึกถึงข้อนี้ด้วย

ศีลข้อ ๘ อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี - งดเว้นจากการนั่งและการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ มีองค์ ๓ คือ
  1. อุจฺจาสยนมหาสยนํ - ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่
  2. อุจฺจสยนมหาสยนสญฺญิตา - รู้ว่าที่นั่งที่นอนสูงใหญ่
  3. อภิสีทนํ วา อภิปชฺชนํ วา - นั่งหรือนอนลง
คำว่า ที่นั่งและที่นอนสูงใหญ่ ในศีลข้อนี้ ท่านหมายเอาที่นั่งและที่นอนที่สูงใหญ่เกินประมาณ
ที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องปูลาดที่วิจิตรงดงาม รวมไปถึงที่นอนที่ยัดด้วยนุ่มและสำลีด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้
ยินดีติดใจในความงามและสัมผัสที่อ่อนนุ่มสบายของที่นั่งที่นอนเหล่านั้น

อุโบสถศีลทั้ง ๔ ข้อที่แตกต่างและเพิ่มขึ้นจากศีล ๕ นั้นถ้าไม่พิจารณาให้ละเอียดแล้ว จะไม่เห็นว่าศีลทั้ง ๔ ข้อนี้เพิ่มความขัดเกลายิ่งขึ้น จึงไม่น่ายากแก่การรักษา แต่โดยที่แท้แล้วมิได้เป็นเช่นนั้น มิฉะนั้นแล้วก็คงจะไม่มีผู้รักษาอุโบสถศีลน้อยมากอย่างนี้ เมื่อเทียบกับจำนวนพลเมืองทั้งประเทศ

ก็ปกติของคฤหัสถ์นั้น ยังยินดีติดใจในการการเสพประเวณี ในการบริโภคจนเกินประมาณ ในการตกแต่งร่างกายให้สวยงาม ในการนอนสบาย แต่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ อุโบสถศีล ๔ ข้อนี้ขึ้น เพื่อขัดเกลาความยินดี ติดใจในสิ่งเหล่านี้ของคฤหัสถ์เป็นครั้งคราว เพียงชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่งเป็นอย่างต่ำ ๓ วันเป็นอย่างกลาง (ปฏิชาครอุโบสถ) ๓ เดือนตลอดพรรษาเป็นอย่างสูง (ปาฏิหาริยปักขอุโบสถ) มิได้ทรงบัญญัติให้รักษาจนตลอดชีวิตอย่างพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รักษาอุโบสถศีลเพียงชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่งเพราะน้อมระลึกว่า
"แม้เราจะรักษาอุโบสถศีลจนตลอดชีวิตอย่างพระอรหันต์ไม่ได้ ก็ขอดำเนินรอยตามท่านด้วยการรักษาอุโบสถศีลอันมีองค์ ๘ นี้ ชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง" 
เพียงเท่านี้ พระพุทธองค์ก็ยังตรัสว่า การรักษาอุโบสถศีลของผู้นั้นมีผลมากมีอานิสงส์มาก* แม้พระราชาผู้ทรงเป็นใหญ่ใน ๑๖ แคว้น ก็ยังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะศีลนั้นทำให้เกิดในสวรรค์ (* อุโปสถสูตร อัง. ติกนิบาต ข้อ ๕๑๐ / วิสาขสูตร อัง. อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๓๓)

ก็สมบัติมหาศาลของพระราชาในเมืองมนุษย์นั้นเป็นของเล็กน้อยเปรียบเหมือนสมบัติของคนจน เมื่อเทียบกับสมบัติและความสุขอันเป็นทิพย์ในเทวโลก ที่ผู้รักษาอุโบสถศีลจะพึงได้รับเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว

ทั้งนี้เพราะเทวดาผู้เกิดในสวรรค์ชั้นต่ำสุดคือ จาตุมมหาราชิกานั้นยังมีอายุยืนถึง ๕๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกานั้นเท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ ลองคิดดูเองเถิดว่า ๕๐๐ ปีทิพย์ นั้นจะเท่ากับกี่ปีมนุษย์ ยิ่งถ้าได้เกิดในสวรรค์ชั้นสูงขึ้นไป อายุก็เพิ่มขึ้นจากชั้นต่ำเป็นทวีคูณ ชั้นปรนิมมิต วสวตีอันเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด เทวดาในชั้นนี้อายุยืนถึง ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ (เทวโลกหรือสวรรค์นั้นมี ๖ ชั้น คือจาตุมมหาราชิกา ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานนรตี ปรนิมมิตวสวตี)

อุโบสถศีลจึงมีผลมาก มีอานิสงส์มากอย่างนี้

ถึงกระนั้นพระพุทธองค์ก็มิได้ทรงสอนให้หลงใหลติดใจในสมบัติ และความสุขในโลกสวรรค์ เพราะมิฉะนั้นแล้วพระองค์จะไม่ตรัสกับ นางวิสาขา มหาอุบาสิกาเลยว่า

อุโบสถ* มี ๓ อย่าง คือ
  1. โคปาลกอุโบสถ - อุโบสถที่เปรียบเหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโค
  2. นิคัณฐอุโบสถ - อุโบสถของพวกนักบวชนิครนถ์
  3. อริยอุโบสถ - อุโบสถของพระอริยะ
*อุโปสถสูตร อัง. ติกนิบาต ข้อ ๕๑๐

บุคคลผู้รักษาอุโบสถเหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโคนั้น เมื่อสมาทานอุโบสถศีลแล้ว ก็ปล่อยใจให้คิดแต่เรื่องราวของความโลภความต้องการ อยากได้สิ่งโน้นสิ่งนี้มาบำรุงบำเรอตน ไม่ได้คิดจะทำความดีอย่างอื่นให้เกิดขึ้นเลย ไม่ผิดอะไรกับคนที่รับจ้างเลี้ยงโคที่เมื่อถึงเวลาเช้าก็ไปรับโคมาเลี้ยง เวลาเย็น ก็นำโคมาส่งเจ้าของแล้วรับเอาค่าจ้างไป กลับบ้านแล้วก็คิดแต่ว่าพรุ่งนี้จะพาโคไปกินหญ้า กินน้ำที่ไหน คนรับจ้างนั้นไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากโคมีน้ำนมเป็นต้นเลย ผู้รักษาโคปาลกอุโบสถก็เช่นกัน ไม่ได้รับประโยชน์จากอุโบสถศีลที่ตนรักษาเลย การรักษาแบบ โคปาลกอุโบสถ จึงไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์ เพราะความตรึกไม่บริสุทธิ์

ส่วน นิคัณฐอุโบสถ นั้นเป็นอุโบสถของนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งแตกต่างจากการรักษาอุโบสถในพระพุทธศาสนา กล่าวคือในอุโบสถ พวกนักบวชนิครนถ์จะแนะนำชักชวนสาวกเป็นต้นว่า ไม่ให้ฆ่าสัตว์ในที่ทั้ง ๔ ในที่เลยร้อยโยชน์ไป นอกจากนั้นมิได้ห้าม การแนะนำชักชวนสาวกอย่างนี้ ชื่อว่าห้ามการฆ่าสัตว์ในที่บางแห่ง ไม่ห้ามฆ่าสัตว์ในที่บางแห่ง เป็นการขาดความกรุณาเอ็นดูในสัตว์บางพวก มิได้ให้ความเอ็นดูแก่สัตว์ทุกหมู่เหล่า อุโบสถของพวกนิครนถ์จึงไม่มีผลมาก

แต่ อริยอุโบสถ นั้นเป็นอุโบสถที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะผู้รักษามิได้ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านไปในความยินดีต้องการ หรือความเศร้าหมองใดๆ ด้วยอำนาจของกิเลส แต่มาพากเพียรระลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนระลึกถึงศีลที่บริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อยของตน และระลึกถึงคุณธรรมของผู้ที่เกิดเป็นเทวดา ว่าเทวดาเหล่านั้นได้เกิดเป็นเทวดา เพราะประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเช่นใด แม้เราก็ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเช่นนั้น เมื่อพากเพียรระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นต้น จิตย่อมผ่องใส ไม่เศร้าหมองเพราะกิเลส การรักษาอุโบสถโดยการไม่ปล่อยใจให้ตกไปในอำนาจของอกุศลแล้วมาเจริญกุศลอย่างนี้ ชื่อว่า อริยอุโบสถ

อุโบสถจึงมีผลมาก เพราะจิตของผู้รักษาบริสุทธิ์ ไม่มีผลมากเพราะจิตเศร้าหมอง

บุคคลที่รักษาอุโบสถแล้ว เจริญพุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลนั้นชื่อว่าเข้าจำ (*พรหมอุโบสถ อยู่ร่วมกับพรหม และมีจิตผ่องใสเพราะปรารภพรหม / *อุโปสถสูตร อัง. ติกนิบาต ข้อ ๕๑๐)

คำว่า พรหม ในที่นี้ แปลว่า ประเสริฐ เป็นชื่อของพระพุทธเจ้า
  • บุคคลที่รักษาอุโบสถแล้ว เจริญธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลนั้นชื่อว่าเข้าจำ ธรรมอุโบสถ อยู่ร่วมกับธรรม และมีจิตผ่องใสเพราะปรารภธรรม
  • บุคคลที่รักษาอุโบสถแล้ว เจริญสังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลนั้นชื่อว่าเข้าจำ สังฆอุโบสถ อยู่ร่วมกับสงฆ์ และมีจิตผ่องใสเพราะปรารภสงฆ์
  • บุคคลที่รักษาอุโบสถแล้ว เจริญสีลานุสสติ ระลึกถึงความบริสุทธิ์แห่งศีลของตน พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลนั้นชื่อว่าเข้าจำ ศีลอุโบสถ อยู่ร่วมกับศีล และมีจิตผ่องใสเพราะปรารภศีล
ศีลที่บริสุทธิ์นั้น - ศีลที่ไม่ขาด คือ
  • ไม่ขาด ศีลข้อต้นหรือข้อปลาย เหมือนผ้าที่ขาดตรงชาย ๑
  • ไม่ทะลุ เหมือนผ้าที่ทะลุตรงกลาง เพราะขาดศีลตอนกลางในระหว่างข้อต้นและข้อปลาย ๑
  • ไม่ด่าง เหมือนแม่วัวที่มีรอยด่างสีดำหรือแดง รูปกลมหรือยาว ที่หลังหรื่อที่ท้อง เพราะขาดศีลติดต่อกันเป็นลำดับ ๒ หรือ ๓ ข้อ ๑
  • ไม่พร้อย เหมือนแม่วัวที่มีจุดตามตัว เพราะศีลขาดเป็นระหว่างๆ ๑
บุคคลที่รักษาอุโบสถแล้ว เจริญเทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นเทวดา พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลนั้นชื่อว่าเข้าจำ เทวดาอุโบสถ อยู่ร่วมกับเทวดา และมีจิตผ่องใสเพราะปรารภเทวดา

ผู้รักษาอุโบสถ เมื่อพากเพียรระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นต้นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมผ่องใส ไม่เศร้าหมองเพราะกิเลส

ครั้นเจริญอนุสสติให้จิตใจสงบอย่างนี้แล้ว ตายไปย่อมเกิดในสวรรค์ หากเจริญธรรมให้สูงยิ่งกว่านี้ คือเจริญสมถะกรรมฐานเป็นนิจจนได้ฌาน ฌานก็จะนำเกิดในพรหมโลก หรือหากเจริญวิปัสสนาจนสำเร็จมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาแล้ว ผู้รักษาอุโบสถศีลนั้นก็สามารถกำหนดการเกิดของตนได้ว่า ยังมีอีกหรือไม่ คือถ้าเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีก็ยังต้องเกิดอีก แต่อย่างมากก็เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ หากสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ไม่เกิดอีกเลย

ก็เพราะอริยอุโบสถมีผลมาก มีอานิสงส์มากอย่างนี้ คืออย่างต่ำทำให้เกิดในสวรรค์ ๖ ชั้น อย่างกลางทำให้เกิดเป็นพรหม อย่างสูงทำให้ไม่เกิดอีกเลย ทุกท่านที่รักษาอุโบสถ จึงควรรักษาอริยอุโบสถ ดำเนินรอยตามพระอริยะ ส่วนผลที่ได้รับจะสูงต่ำเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง รวมทั้งปัญญาบารมีที่ได้สั่งสมอบรมมาแต่ปางก่อนด้วย

ในสักกสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ข้อ ๔๖ พระพุทธองค์ตรัสเตือนอุบาสกชาวสักกชนบทที่รักษาอุโบสถศีลเป็นบางครั้งบางคราวว่า เป็นผู้ประมาทไม่ทำตามคำพร่ำสอนของพระองค์ ในเมื่อชีวิตมีภัยเพราะความโศก มีภัยเพราะความตายอย่างนี้ ก็ยังไม่รักษาอุโบสถศีลให้เป็นปกติ ให้สม่ำเสมอ สาวกของพระองค์นั้นปฏิบัติตามคำพร่ำสอนของพระองค์โดยไม่ประมาทตลอด ๑๐ ปี ย่อมได้รับความสุขเพียงอย่างเดียวตลอด ๑๐๐ ปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี พึงเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีก็มี

อย่าว่าแต่ผู้ที่ปฏิบัติตามคำพร่ำสอนของพระองค์ตลอด ๑๐ ปีเลย แม้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์น้อยกว่านั้นลงมาตามลำดับจนถึง ๑ วัน ๑ คืน ก็พึงได้รับความสุขอย่างเดียวตลอด ๑๐๐ ปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี พึงเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีก็มี

เมื่ออุบาสกชาวสักกชนบทได้ฟังพระพุทธองค์ตรัสเตือนพร้อมทั้งแสดงอานิสงส์ของอุโบสถศีล เช่นนั้น ก็กราบทูลรับรองว่า ต่อแต่นี้ไปจะรักษาอุโบสถศีลโดยสม่ำเสมอ มิได้ขาด

ก็ชีวิตของเราทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ล้วนมีภัยอันตรายอยู่รอบตัว ไม่มีใครทราบว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร แล้วเรายังจะประมาทไม่ทำตามคำพร่ำสอนของพระพุทธองค์ด้วยการรักษาศีล ๕ หรือ อุโบสถศีลให้สม่ำเสมอดอกหรือ ในเมื่อศีลนั้นเป็นอริยทรัพย์ประการหนึ่งในบรรดาอริยทรัพย์ ๗ ประการ ที่พร้อมจะติดตามไปให้ความสุขแก่ผู้รักษาตลอดไป ตราบเท่าที่ยังต้องเกิดอยู่

เพราะฉะนั้น ผู้รักษาศีลดีแล้ว จึงไม่ต้องตั้งเจตนาปรารถนา ขอความไม่เดือดร้อนและ ความสุขจงเกิดแก่เรา ด้วยว่าความไม่เดือดร้อนและความสุข ย่อมเกิดแก่ผู้มีศีลเป็นธรรมดา แต่ผู้ทุศีลถึงจะตั้งเจตนาปรารถนาว่า ขอความไม่เดือดร้อนและความสุขจงเกิดแก่เรา เขาก็หาได้รับผลสมตามเจตนาไม่ เพราะความเดือดร้อนและความทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้ทุศีลเป็นธรรมดา

ธรรมที่ปฏิบัติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้อย่างนี้

สำหรับศีลของคฤหัสถ์อีกอย่างหนึ่ง คือ ศีล ๘ ก็มี ๘ ข้อเหมือนอุโบสถศีล เพียงแต่ไม่กำหนดวันรักษาเหมือนอุโบสถศีล จะรักษาวันใด เมื่อไรก็ได้ เป็นการสะดวกสบายสำหรับผู้ที่ไม่อาจจะรักษาอุโบสถศีลในวันพระ ก็สามารถรักษาศีล ๘ ในวันอื่นเป็นการทดแทนได้ บางท่านมีศรัทธารักษาศีล ๘ จนตลอดชีวิต ควรแก่การสรรเสริญ และหากว่าท่านที่รักษาศีล ๘ นั้นจะได้รักษาศีล ๘ ของท่านตามแบบอย่างของพระอริยะแล้ว ศีลของท่านก็ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

อนึ่งในการตั้งใจรักษาศีลนั้น อย่านึกว่าต้องไปสมาทานกับพระที่วัดเท่านั้นจึงจะเป็นศีล ความจริง แล้วจะสมาทานที่ไหนก็ได้ คือจะสมาทานที่วัด ในป่าหรือในบ้าน หากมีเจตนาคิดงดเว้นก็เป็นศีลแล้ว หรือ จะคิดงดเว้นเองโดยมิต้องสมาทานก็เป็นศีล โดยเฉพาะอุโบสถศีลนั้น ควรตั้งเจตนาในการรักษาไว้แต่รุ่งเช้า หากมีโอกาสไปวัดจะสมาทานกับพระอีกครั้งหนึ่งก็สมควร ทั้งนี้เพราะตามวัดต่างๆ นั้น กว่าจะถึงเวลาที่พระท่านลงโบสถ์และให้ศีล ก็มักเป็นเวลาหลังจากที่ท่านฉันอาหารเช้าแล้ว (โดยมากประมาณ ๙ น.) ซึ่งเลยเวลาที่อรุณขึ้นมาหลายชั่วโมง ด้วยเหตุนั้นจึงควรสมาทานด้วยตนเองเสียก่อนแต่รุ่งเช้า

ในอดีต พระพุทธเจ้าของเราในสมัยที่ยังเป็นพระมหาชนกโพธิสัตว์ก็ยังได้สมาทานศีลอุโบสถด้วยตนเอง ในขณะที่ลอยอยู่กลางทะเล

แม้ในสมัยพุทธกาล คนส่วนมากก็สมาทานศีลที่บ้าน ในวันอุโบสถ แล้วจึงถือดอกไม้ของหอม ไปวัดเพื่อฟังธรรม (อรรถกถาเล่า) ท่านมิได้ไปรับศีลจากพระที่วัด

หากการรักษาศีลจำเป็นต้องไปสมาทานกับพระเพียงอย่างเดียว ก็น่าคิดว่าผู้ที่อยู่ในถิ่นกันดารในที่ไม่มีวัด ไม่มีพระ แต่นับถือพระพุทธศาสนา มิหมดโอกาสที่จะรักษาศีลหรือ เพราะเหตุนี้การทำอะไรจึงต้องอาศัยปัญญา แม้การรักษาศีลก็ต้องอาศัยปัญญาพินิจพิจารณาให้รอบคอบ อย่าเพียงแต่ทำตามๆ กันโดยขาดเหตุผล

ด้วยเหตุนี้พระอรหันต์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า *ศีลเท่านั้นเป็นเลิศ แต่ผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุดในโลกนี้ ความชนะในมนุษยโลกและเทวโลก ย่อมมีได้เพราะศีลและปัญญา (* ขุททกนิกาย เถรคาถา ปุณณเถรคาถา และสีลวเถรคาถา)

ความชนะในที่นี้ หมายถึง ความชนะกิเลส มนุษย์ก็ตาม เทวดาก็ตาม จะชนะกิเลสได้ก็เพราะศีลและปัญญา

ศีลที่มีปัญญาเป็นพื้นฐาน จึงไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ไม่เป็นทาสของตัณหาและทิฏฐิ กล่าวคือ ผู้รักษาศีล มิได้มุ่งรักษาเพราะต้องการลาภ ยศ สรรเสริญหรือสมบัติใดๆ มีโภคสมบัติเป็นต้น หรือมิได้รักษาเพราะเห็นผิดว่า เราจะบริสุทธิ์จากกิเลสได้เพราะศีลนี้ หมายความว่าผู้นั้นเห็นผิดว่า ลำพังศีลอย่างเดียว คือศีลเท่านั้นบรรลุนิพพานได้ ซึ่งเห็นผิดไปจากความจริง เพราะผู้ที่จะบรรลุนิพพานได้นั้น ต้องประกอบด้วย ศีล สมาธิและปัญญา
  • เบื้องต้นนั้น ศีลเป็นบาทให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นบาทให้เกิดปัญญา
  • แต่เบื้องปลาย ศีล สมาธิและปัญญา จะประชุมพร้อมกันเป็นมรรคสมังคี ในอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นอริยศีล อริยสมาธิและอริยปัญญา
  • อริยศีลที่ประกอบด้วยอริยสมาธิและอริยปัญญา ในขณะนั้นเท่านั้นที่บรรลุนิพพานได้
  • อริยศีลนี้ จึงชื่อว่า สีเลน นิพฺพุติ ยนฺติ โดยแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ศีลที่มีปัญญาเป็นพื้นฐาน จึงเป็นเครื่องกั้นบาปทุจริต เป็นเสบียงเดินทางชั้นเยี่ยม เป็นพาหนะอันประเสริฐ เป็นเครื่องหอมที่ฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ เป็นสะพานนำไปถึงสุคติโลกสวรรค์ และนิพพาน หากยังไม่ปรินิพพานตราบใด ย่อมเกิดเป็นมนุษย์* และเทวดาเท่านั้น (* อัง. ทุกนิบาต ข้อ ๒๗๓)

--------------------------------------------------
จริงหรือไม่ว่า ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ  
กาเยน วาจาย จ โยธ สญฺญโต   มนสา จ กิญฺจิ น กโรติ ปาปํ 
น อตฺตเหตุ อลิกํ ภณาติ   ตถาวิธํ สีลวนฺติ วทนฺติ  
ผู้ใดสำรวมในโลกนี้ สำรวมทางกาย วาจาและใจ ไม่ทำบาปอะไรๆ และไม่พูดพล่อย เพราะเหตุแห่งตน ท่านย่อมเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีศีล  
จาก :- สรภังคชาดก ขุททกนิกายชาดก ข้อ ๒๔๖๖
--------------------------------------------------

... ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ โดย ประณีต ก้องสมุทร
... ขอขอบคุณ คุณโยธกา ภักดีเมฆานนท์ [ผู้คัดลอก และตรวจทาน]
... จัดทำเมื่อ 12 เมษายน พ.ศ. 2545
... ปรับปรุงเมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

Saturday, October 26, 2013

ถ้าทำหน้าที่ ก็ต้องทำเพื่อหน้าที่


ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "เงิน" มันก็เป็น "ทาสเงิน"
ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "คนรัก" มันก็เป็น "ทาสของคนรัก"
ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "อะไร" มันก็เป็น "ทาสของสิ่งนั้น"

แต่ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "หน้าที่" นี้ มันควรจะพูดว่าเป็น "ทาสของหน้าที่"
แต่แล้วมันก็ไม่เป็น เพราะว่า
เราเป็นผู้ทำหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่มันทำเรา
และที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้น ก็หมายความว่าเราไม่มี "กิเลส" ใดๆ ที่จะปฏิบัติหน้าที่

มนุษย์อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องทำ ทีนี้ถ้าทำ ก็ต้องทำหน้าที่
ถ้าทำหน้าที่ ก็ต้องทำเพื่อหน้าที่ อย่าไปทำเพื่อสิ่งอื่น มันจึงจะบริสุทธิ์ 
การได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นี้ ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า
เราได้มีชีวิตหรือลมหายใจ อยู่อย่างมีความบริสุทธิ์ ... เท่านั้นเอง
... พุทธทาสภิกขุ
... ธรรมบรรยายปีใหม่ ๒๕๑๔
... หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Friday, October 25, 2013

คลังกิเลส ที่เรียกว่า "อนุสัย"


คนเราทุกคนมีคลังกิเลส มีคลังเก็บกิเลสที่เกิดมาจาก "ความเห็นแก่ตน"
คลังกิเลสนั้นเรียกว่า "อนุสัย"
โง่ทีหนี่ง ทำให้เกิดกิเลส "โลภะ โทสะ โมหะ" ก็ตามขึ้นมาครั้งหนึ่ง
แล้วก็เก็บความเคยชินที่จะเป็นเช่นนั้นไว้หน่วยหนึ่งๆๆเสมอไป
สะสมไว้ในสันดาน นี้เรียกว่า "คลังกิเลส"

ทุกคนมีมัน จึงง่ายที่จะเกิดกิเลส เพราะมันเก็บไว้ในคลังเป็นอันมาก
เรื่องมันมีไม่ได้ ถ้าไม่มีคลังกิเลส เรื่องเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีคลังกิเลส
ปัญหาเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีคลังกิเลส ที่เก็บไว้มากมาย จนง่ายที่จะเกิดกิเลส

ถ้า "ไม่มีตัวตน" ก็ไม่มีอะไรที่เป็นเสน่ห์ยั่วยวนได้ เพราะมันไม่มีตัวตนที่จะรับเอา
พอ "มีตัวตน" ไอ้สิ่งที่จะเป็นเสน่ห์ยั่วยวน จับจิตจับใจเรียกในบาลีว่า "อสฺสาท"

เสน่ห์อันยั่วยวนนั่นมันก็มีขึ้นมา เพราะมันเป็นอวิชชา มันหลงรักในความมีเสน่ห์ของสิ่งเหล่านั้น
บวกก็มีเสน่ห์ไปตามบวก ลบก็มีเสน่ห์ไปในทางลบ
เช่นว่า ได้ด่าเขาก็สบายเหลือเกิน ดีใจเหลือเกิน
ได้อิจฉาริษยาเขา ทำลายเขา ก็สบายเหลือเกินสนุกเหลือเกิน

... พุทธทาสภิกขุ
... ปัญหาทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวตน พ.ศ. ๒๕๓๑
... หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Thursday, October 24, 2013

อบายทั้ง ๔ ในภาษาธรรม


เรื่องอบายทั้ง ๔ ได้แก่ 
  1. นรก 
  2. เดรัจฉาน 
  3. เปรต 
  4. อสุรกาย 
อบายในภาษาคนนั้น จะตกหรือจะถึง ก็ต่อเมื่อตายเข้าโลงไปแล้ว ไปเกิดใหม่จึงจะถึงอบายเหล่านั้น

ส่วนในภาษาธรรมะนี้ อบาย หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจของคน
  1. เมื่อใดร้อนใจ เมื่อนั้นเป็นนรก 
  2. เมื่อใดโง่ เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน 
  3. เมื่อใดหิวกระหาย ทะเยอทะยาน เมื่อนั้นก็เป็นเปรต 
  4. และเมื่อใดขี้ขลาด เมื่อนั้นก็เป็นอสุรกาย 
อบายทั้ง ๔ มีอยู่แล้วในคน ในใจของคน ไม่ต้องรอต่อเมื่อตายแล้ว
เข้าโลงไปแล้ว ไปเกิดใหม่ จึงจะได้จึงจะถึง มันต่างกันอยู่อย่างนี้

พระพุทธเจ้าตรัสว่าอะไร ๆ ก็มีอยู่ในคน คือในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง
อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ นี่ก็หมายความว่า อบายนั้นมีอยู่แล้วในคน

ถ้าใครอยากจะรู้รสก็ลองประพฤติไปในทางบาป ทางของอบาย ที่เรียกว่าอบายมุข
เช่นดื่มน้ำเมา เช่นเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร ขี้เกียจคร้านทำการงาน
อย่างอื่นลองดู นี้เรียกว่า อบายมุข คือปากทางของอบาย
พอทำอย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่งเข้า ก็ต้องตกอบายทันที

ยกตัวอย่างเช่น ไปเล่นการพนันเข้า
  • มันก็ร้อนใจเป็นไฟสุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพ้ และเมื่อยังไม่แพ้ มันก็กลัวจะแพ้ ความร้อนใจนั้นเป็นนรก สมกับที่เรียกว่า การเล่นการพนันเป็นอบายมุข คือเป็นปากทางแห่งอบาย 
  • ทีนี้คนเล่นการพนันนั้นคือคนโง่ เพราะคนไม่โง่ก็ไม่ไปคิดรวยด้วยการพนัน ดังนั้นมันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่แล้ว 
  • ในขณะที่เล่นการพนัน แล้วคนเล่นการพนันต้องหิว ต้องทะเยอทะยานในการที่จะได้ เหมือนใจจะขาด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเปรตอยู่เสร็จแล้ว 
  • ในขณะที่เล่นการพนัน ทีนี้คนที่เล่นการพนัน ย่อมขี้ขลาดในการที่จะเสีย มันก็เป็นอสุรกายอยู่แล้ว 
เป็นอันว่าอบายมุขคือการเล่นการพนันนั้น ทำให้ตกอบาย ครบได้ทั้ง ๔ อย่าง ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ถ้าใครไม่ตกอบายในภาษาธรรม คือไม่ตกอบายชนิดนี้แล้ว
แม้จะตายเข้าโลงไปแล้ว ก็ไม่ตกอบายชนิดไหนหมด
เพราะฉะนั้นระวัง อย่าให้ตกอบายอย่างภาษาธรรม ที่นี่และเดี๋ยวนี้
แล้วก็จะไม่ตกอบายภาษาคน ที่ว่าจะตกต่อเมื่อตายแล้ว เป็นต้น

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ถ้ารู้ภาษาธรรมเสียอย่างเดียวแล้ว ภาษาคนก็หมดปัญหาไปด้วย
จึงขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน สนใจในเรื่องภาษาธรรม ซึ่งเป็นภาษาของพระพุทธเจ้า
ให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องกันจงทุกคนเถิด จะเป็นการประหยัดเวลาอย่างยิ่ง
คือจะเสียเวลาน้อยที่สุด ในการรู้ธรรมและปฏิบัติธรรม และได้รับผลของการปฏิบัติธรรม
นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ภาษาคนกับภาษาธรรมนั้นต่างกันอย่างไร

... พุทธทาสภิกขุ
... เทศนาปีใหม่ ๒๕๑๐
... via หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Saturday, September 28, 2013

Learn Dhamma

เรียนธรรมะ

เรียนธรรมะ อย่าตะกละ ให้เกินเหตุ
จะเป็นเปรต หิวปราชญ์ เกิดคาดหวัง
อย่าเรียนอย่าง ปรัชญา มัวบ้าดัง
เรียนกระทั่ง ตายเปล่า ไม่เข้ารอย

เรียนธรรมะ ต้องเรียน อย่างธรรมะ
เรียนเพื่อละ ทุกข์ใหญ่ ไม่ท้อถอย
เรียนที่ทุกข์ ที่มีจริง ยิ่งเข้ารอย
ไม่เลื่อนลอย มองให้เห็น ตามเป็นจริง

ต้องตั้งตน การเรียน ที่หูตา ฯลฯ
สัมผัสแล้ว เกิดเวทนา ตัณหาวิ่ง
ขึ้นมาอยาก เกิดผู้อยาก เป็นปากปลิง
“เรียนรู้ยิง ตัณหาดับ นับว่าพอ” ฯ

-- พุทธทาสภิกขุ


... via หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

Thursday, September 26, 2013

If you were born a Human, What would you do?

เมื่อได้ยินคำถามว่า ...
“ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ อยากจะทำอะไร?” 
เทวดา ตอบว่า … 
"เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ" 
พญานาค ตอบว่า … 
"บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ ข้าจะบวช เป็นพญานาคมีฤทธิ์ก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าอนุญาตให้มนุษย์บวช มนุษย์ไปนิพพานได้" 
พระภูมิเจ้าที่ ตอบว่า ... 
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้ข้าจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลให้อีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี" 
สัตว์เดรฉาน ตอบว่า ... 
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ ข้าจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆ ก็ไม่ได้ เป็นมนุษย์มีสมอง มีปัญญา ข้าจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก" 
เปรต ตอบว่า ... 
"ข้าไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ ข้าจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ ยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้" 
วิญญาณในนรก ตอบว่า ... 
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ ข้าจะทำความดี จะไม่ผิดศีลอีก จะปฏิบัติธรรม เพราะนรกมันร้อน มันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะไม่ทำเลว ข้าไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก" 
แต่เมื่อถามคำถามเดียวกันกับมนุษย์ ...
“ถ้าได้เกิดเป็น มนุษย์อยากจะทำอะไร?“ 
มนุษย์ กลับตอบว่า ... 
"ฉันอยากรวย!!!!" 
ตอนเป็นมนุษย์ พออยากรวยอย่างเดียวเลยมักทำผิดศีลธรรม
พอตายไป ก็ต้องย้อนกลับไปเป็น สัตว์นรกบ้าง เปรตบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง
พอพ้นกรรม ได้โอกาสกลับมาเป็นมนุษย์ ส่วนใหญ่ก็จะลืมความตั้งใจที่ดี ๆ
เผลอหรือหลงไปทำผิดอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซากในวัฏสงสาร ..

มนุษย์ทั้งหลายพึงสังวรระวังไว้ให้ดี ...

Saturday, September 14, 2013

นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย


หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

ตอนที่ 1 "งามอยู่ที่ผี"

ท่านทั้งหลายลองคิดว่าปู่ย่าตายาย พูดผิดหรือพูดถูก พูดไปอย่างไม่รู้หรือว่าพูดอย่างรู้ แล้วเป็นคำที่มีใจความกว้างขวาง ครอบงำคำสอนทั้งหมดได้หรือไม่

เรามาพิจารณาดูความหมายของคำสี่คำนี้กันดีกว่า เพื่อจะได้รู้จักตายายของตัวเองดีขึ้น

ข้อที่ตายายว่างามอยู่ที่ผีนั้นหมายความว่า ลูกหลานสมัยนี้มันงามอยู่ที่แต่งเนื้อแต่งตัว เอาสิ่งต่างๆ มาลูบไล้ฉาบทา ดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขเนื้อหนัง ให้มีความงามแล้วก็หลงใหลกันว่างาม ส่วนตายายนั้นบอกว่างามอยู่ที่ซากผี ให้ลองไปคิดดูว่าของใครจะถูกของใครจะจริงกว่ากัน

ไอ้เรื่องงามอยู่ที่การประดับตกแต่งนี้มันมีความหมายอย่างไร ทุกคนก็พอจะมองเห็นได้ว่า มันตกเป็นบ่าวเป็นทาส เป็นขี้ข้าของกิเลสตัณหา มันจึงจะเห็นว่างามอยู่ที่ประดับตกแต่ง ถ้าจิตใจไม่เป็นทาส เป็นบ่าวของกิเลสตัณหาแล้ว มันจะไม่มัวเหน็ดมัวเหนื่อยอยู่ด้วยการประดับตกแต่ง จะไม่สิ้นไม่เปลืองอยู่ด้วยการประดับตกแต่ง เพราะมันเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น มันเป็นเรื่องมายา หลอกตนเองด้วย หลอกคนอื่นด้วยให้เห็นว่างาม ก็เลยหยุดกัน ไม่ไปหลงงามที่เรื่องมายาอย่างนั้น

ทีนี้มาดูว่างามที่ซากผีนั้นมันงามอย่างไร ข้อนี้มันจะเห็นได้แต่คนที่มีจิตใจสูง สูงกว่าที่จะไปคิดไปเห็นไปคิดผิดๆ...

ถ้ามีสติปัญญาถูกต้องอยู่กับเนื้อกับตัว มองดูที่ซากผีแล้ว ก็จะเห็นอะไรต่างๆ มากมายที่เป็นประโยชน์ ที่เป็นเครื่องเกื้อกูล ไม่ให้โง่ ไม่ให้หลง แต่กลับจะชักจูงไปในทางที่จะประพฤติถูก ประพฤติดีและประพฤติอย่างสูงคือปล่อยวาง ประพฤติไปในทางที่จะกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงเสีย

อย่างถ้าจะมองดูที่โครงกระดูกที่แขวนอยู่ข้างหน้าเรานี้ใครจะมองเห็นว่างามบ้าง เว้นไว้เสียแต่คนบางคนจะมองเห็นว่า มันแสดงให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และช่วยให้จิตใจสงบเย็นลงไปทันที มันเป็นมิตรสหายแก่เรา มันแสดงสิ่งที่มีประโยชน์แก่เรา หรือว่ามันแสดงของจริงอยู่ที่นั่น แสดงความจริงอยู่ที่นั่น คือที่ซากผีนั่นแสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เต็มตัว แสดงความจริงบางอย่างบางประการอยู่เต็มตัว ยิ่งมองยิ่งเห็น ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกว่างดงาม คือทำให้ว่างจากของสกปรกคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั่นเอง ของสกปรกอย่างยิ่งนั้นคือกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ถ้าเป็นคนรักที่จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รักที่จะมีจิตใจสงบแล้ว เห็นซากผีย่อมจับตาและจับใจยิ่งกว่าคนที่ประดับตกแต่งสวยสดงดงามตามภาษามายาหลอกลวง ซึ่งไม่ใช่ของจริง เดี๋ยวนี้มาเห็นของจริงที่ซากผีจึงเห็นว่างามแล้วก็พอใจที่จะดู


ตอนที่ 2 "ดีอยู่ที่ละ"

ตายายท่านว่า "ดีอยู่ที่ละ" ส่วนคนสมัยนี้ว่าดีอยู่ที่ได้ ลูกหลานสมัยนี้พูดว่า "ดีอยู่ที่ได้" ได้เอามามากๆ ได้มาเท่าไรยิ่งมากยิ่งดี ส่วนตายายนั้นว่าดีอยู่ที่ละคือสละให้มันหมดไป มันเถียงกันอยู่อย่างนี้

ปู่ย่าตายายพูดไปด้วยความหมายอย่างไร เราเห็นได้ว่าท่านมีความหมายเหมือนพระพุทธเจ้า ในข้อที่กล่าวว่ายิ่งยึดมั่นถือมั่นเอาไว้เท่าไรก็ยิ่งเป็นความทุกข์มากเท่านั้น คือยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น เพราะนั้นละเสียแม้โดยจิตใจ ละออกไปไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูนี้ก็ยังไม่เป็นทุกข์แล้ว...

ปู่ย่าตายายอยู่ด้วยความเป็นสุขสงบ ลูกหลานก็อยู่ด้วยความเร่าร้อน เร่าร้อนมากถึงขนาดที่เรียกว่า "กลางคืนก็อัดควัน กลางวันก็เป็นไฟ" หาความสงบสุขไม่ได้ทั้งหลับและทั้งตื่น นี่การที่ลูกหลานมาพลิกไปเสียว่าได้จึงจะดี ไม่ยอมรับว่าละออกไปจึงจะดี ข้อที่ว่าได้จึงจะดีนี้มันหมายถึงได้ในทางวัตถุ เป็นเงินเป็นทอง เป็นข้าวเป็นของ เป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาทั้งนั้น ไม่ใช่ได้มรรคผลนิพพาน เรื่องได้มรรคผลนิพพานนั้นเป็นเรื่องละ

อย่าได้เข้าใจผิดไปว่าสิ่งที่ว่าได้แล้วก็จะเป็นการดี มันไม่มีทางที่จะเป็นการดีที่ตรงไหน นอกจากจะเป็นปัญหายุ่งยากไปทั้งนั้น
แม้จะได้มาโดยสุจริต เอามายึดถือไว้ว่าเป็นตัวกูเป็นของกูอย่างนี้ มันก็เผารนหรือขบกัดบุคคลนั้นอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีสร่าง มันจึงไม่มีดีที่ตรงไหน

ถึงแม้ว่าได้มาเก็บรักษาไว้แต่อย่ารู้สึกว่า "ได้" ในใจต้องละออกไปจากความเป็นของตนนี้เรียกว่าละ มันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ไม่วิตกกังวลเพราะการที่มีอะไรไว้หรือได้อะไรมา

ให้เห็นได้ว่าคำพูดของปู่ย่าตายายนี้ ในข้อที่ว่าดีที่อยู่ละนี้ไม่มีทางที่จะผิดเลย เป็นการถูกต้องโดยสมบูรณ์ ไม่มีส่วนบกพร่องอย่างใด และลูกหลานก็ยังไม่สนใจ หรือลูกหลานก็ยังไม่ยินดีที่จะประพฤติตามนี้ ก็เรียกว่าเราไม่ได้รับของดีจากตายายทั้งที่หวังจะได้ "งามอยู่ที่ซากผี" นั้นก็ไม่เอาอย่างหนึ่งแล้ว และให้ดีตรงที่ละนี้ก็ไม่เอาอีก


ตอนที่ 3 "พระอยู่ที่จริง"

พระอยู่ที่จริง ตายายหมายความว่าอย่างไร? ตายายไม่ได้พูดว่าพระอยู่ที่วัด ไม่ได้พูดว่าพระอยู่ที่โกนหัวนุ่งเหลือง หรือไม่ได้พูดว่าพระอยู่ที่ต้องทำพิธีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไอ้กรรมอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าพระอยู่ที่จริง ตายายหมายความว่าคนที่บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สืบอายุศาสนาจริง ครบทั้งห้าจริงนี้จึงจะเรียกว่าเป็นคนจริงและเป็นพระ

ทีนี้คนฟังบางคนอาจจะคิดว่าต้องบวชเป็นพระเป็นเณรเสมอไปจึงจะเป็นพระ ความจริงนั้นไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงนั้นมีอยู่ว่า

"ถ้าใครเป็นคนจริงคนนั้นก็เป็นพระ"

แม้อยู่ที่บ้านที่เรือนมีครอบครัวก็เป็นพระได้ เพราะเรายอมรับกันว่าพระโสดาบันอยู่บ้านอยู่เรือนมีภรรยาสามีก็มี พระสกิทาคาอยู่บ้านอยู่เรือนมีสามีภรรยาก็มี พระอนาคามีเป็นฆราวาสอยู่บ้านไม่อยู่วัดก็ยังมี แล้วทำไมพระจะอยู่ที่บ้านไม่ได้ พระอยู่ที่บ้านได้ก็เพราะว่าที่ไหนมีเรื่องจริง พระก็มีอยู่ที่นั่น จะมีการรู้จริง ปฏิบัติจริง ดับกิเลสได้จริง เป็นผู้ดับทุกข์จริง มันก็เรียกว่าเป็นพระได้

ข้อที่ว่าบวชจริงนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องบวชอย่างพระอย่างเณรเสมอไป บวชอย่างชาวบ้านก็ได้ บวชอย่างชาวบ้านก็คือเป็นพุทธบริษัทที่ดี เป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ดี เพราะคำว่าบวชนี้แปลว่า "เว้น" เท่านั้นเอง เมื่อเว้นสิ่งที่ควรเว้นได้แล้วก็เรียกว่าบวชทั้งนั้น

ฉะนั้นเราเลิกพูดเรื่องอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัดกันเสียที พูดถึงกันแต่ว่าที่ไหนมันมีการเว้นจริง ที่นั้นก็มีความจริงชนิดที่ทำให้คนเป็นพระได้ เป็นพระโสดา สกิทาคา เป็นอนาคา ก็ยังได้ถ้าให้มันจริง

เรามาสนใจที่จริงกันดีกว่า สนใจกันที่คำว่าจริงคำเดียวก็พอแล้ว ก็ทำอะไรให้มันจริง อย่าให้มันเป็นเท็จ เป็นมายา เป็นหลอกลวง ตัวเองและผู้อื่นต่อไปอีกเลย

เมื่อชั่วก็ให้มันชั่วจริงจะได้ละเสียจริงๆ ถ้าว่าดีก็ให้ดีจริงจะได้ประพฤติปฏิบัติกันให้จริงๆ อย่าเห็นว่าชั่วแล้วมันก็ยังไม่ยอมละแล้วบังคับตัวเองให้ละไม่ได้อย่างนี้มันเรียกว่าไม่จริง เช่น เล่นไพ่ก็รู้ว่าไม่ดีและไม่จริง กินสุรายาเมาก็รู้ว่าไม่ดีไม่จริง แต่แล้วก็ยังไม่ยอมละ นี้คือว่าไม่จริง ถ้าจริงมันก็ต้องละทันที แล้วมันก็มีการเว้นจริง มีผลดีจริง มีอะไรเป็นจริงขึ้นมา มันก็เป็นพระได้เหมือนกัน

อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย แม้แต่เด็กเล็กๆ ถ้ามันมีอะไรจริงก็จงยกมือไหว้มันเถิด เพราะว่ามันก็เป็นพระเหมือนกัน มันเป็นพระอยู่ที่จริง อยู่ที่ความจริงดังนี้ นี้ปู่ย่าตายายพูดถูกมากหรือถูกน้อยก็ลองคิดดูว่า พระอยู่ที่จริงนี้มันเป็นอย่างไร

ปู่ย่าตายายของเราพูดสั้นที่สุดว่าพระอยู่ที่จริง แต่ลูกหลานก็หาพระนั้นไม่พบ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วยังไปสนใจผิดพระแล้วยังไปติดต่อผิดพระ ไปทำบุญผิดพระ อย่างนี้ก็ยังมีได้ เพราะไม่นิยมนับถือว่าพระอยู่ที่จริงนั่นเอง ฉะนั้นขอให้มีหลักเกณฑ์ที่แน่วแน่กันเสียใหม่ว่าพระนั้นอยู่ที่จริง


ตอนที่ 4 "นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย" (ตอนสุดท้าย)

นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย อย่าให้ทันเข้าโลง ข้อนี้หมายความลึกซึ้งมาก เพราะคำว่าตายคือไม่ใช่ตายทางร่างกาย แต่ว่าเป็นตายของกิเลสตัณหา เป็นตายของจิตของใจที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกู คือท่านถือกันว่าเมื่อมีความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกูอยู่นั้นน่ะ คือ "เกิด" ขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูแล้วนั้นว่าคือ "ดับ" ลงไป คือตาย

เรารีบทำให้ความยึดมั่นว่า "ตัวเรา" นั่นดับไปเสียโดยสิ้นเชิง อย่าให้เกิดมาอีกได้ ก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย ทำได้อย่างนี้เรียกว่าตายเสียก่อนตาย ตายอย่างนี้ไม่มีตายอีกต่อไป เพราะว่าตัวกูไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว มันจึงไม่ตายอีกต่อไป มันจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนไปของสังขารเท่านั้นเอง ก็เป็นเรื่องเปลี่ยนไปๆ ของดินน้ำลมไฟ อากาศ วิญญาณ ของธาตุ ของขันธ์ ของอายตนะ ไม่ ใช่ของกู

คนโดยมากเข้าใจว่าต้องทำอะไรหลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ หลายพันชาติ หลายแสนชาติ จึงจะได้นิพพาน จึงมัวแต่พูดอย่างนกแก้วว่า "นิพพานะปัจจโยโหตุ นิพพานะปัจจโยโหตุ" ไม่รู้จักสิ้นจักสุด ขอจงเป็นปัจจัยแก่นิพพานอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ แล้วก็ไม่รู้นานสักเท่าไหร่

คำว่าชาติของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้หมายถึงการเข้าโลง แต่หมายถึงการเกิดอุปาทานว่าตัวกูของกูครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่ง เมื่อมีรูปเสียงกลิ่นรสเป็นต้น มากระทบตาหูเป็นต้น เกิดเป็นผัสสะ เกิดเป็นเวทนาและเกิดเป็นตัณหาอยากอย่างนั้นอย่างนี้ มีตัวกูเป็นผู้อยากขึ้นมา เรียกว่าอุปาทาน ก็เรียก ว่าเกิดครั้งหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง แล้วมันก็เป็นทุกข์ทุกชาติ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งมันเกิดได้หลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ

เกิดตัวกูในความรู้สึกขึ้นมาครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่ง ถ้าไม่เกิดความรู้สึกอย่างนี้แม้ร่างกายจะเกิดมาจากท้องแม่มันก็เหมือนท่อนไม้อยู่นั้นเอง ถ้าจิตใจมันมีความคิดไปในทางอื่น ไม่เป็นไปในทางตัวกูของกู มันก็ไม่มีความหมายเป็นการเกิด

ดังนั้นมันจึงต้องมีหลักว่า ในร่างกายที่กำลังมีความรู้สึกว่าตัวกูเท่านั้น จึงจะเรียกว่าเป็นชาติ หรือความเกิด แม้ร่างกายที่กำลังปราศจากความรู้สึกว่าตัวกูหาได้มีชาติหรือความเกิดไม่ เช่น ในเวลาหลับเป็นต้น หรือในเวลาที่ไม่ได้คิดนึกไปในทางเป็นตัวกูของกูเป็นต้น ให้ถือว่าเป็นเพียงขันธ์ธาตุ อายตนะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยล้วนๆ ก็แล้วกัน ไม่มีตัวกู เฉพาะเวลาที่จิตปรุงแต่ง คิดนึกเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนั้นเรียกว่าชาติ แล้วชาตินั้นมันอยู่กี่นาทีก็ตามใจ หรือกี่ชั่วโมงก็ตามใจ แล้วมันดับไป ก็เรียกว่าสิ้นไปชาติหนึ่ง กว่ามันจะเกิดใหม่

ชาติอย่างนี้มันมีระยะอันสั้น ทำให้เราสามารถที่จะปรับปรุงมันได้ ควบคุมมันได้ แก้ไขมันได้ เอาชนะมันได้ และสามารถทำให้มันสิ้นสุดลงได้ อย่างนี้มันได้เปรียบข้างเรา ดังนั้นเรามาเอาข้างนี้อย่างนี้กันดีกว่า ดีกว่าที่ไปเอาชาติทางวัตถุ เกิดมาจากท้องโดยร่างกายแล้วอยู่ไปจนเข้าโลงอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ตายตัว ทำอะไรไม่ได้

ความทุกข์ก็มันไม่ได้อยู่ที่นั่น ความทุกข์มันอยู่ที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูนี้ต่างหาก แม้ร่างกายจะมีมา ถ้าไม่ยึดว่าเป็นตัวกูเป็นของกู มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร แม้ว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายจะมีอยู่ แต่ถ้าไม่ได้ยึดว่าเป็นของกูมันก็ไม่เป็นทุกข์อะไร ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายที่ถูกยึดมั่นด้วยอุปาทานเท่านั้นจึงจะเป็นทุกข์ คือ ไปยึดแค่ว่าเป็นความเกิดของเรา เป็นความเจ็บของเรา เป็นความแก่ของเรา เป็นความตายของเรา มันจึงจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอุปาทานไปยึดอย่างนั้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้นก็ไม่เป็นทุกข์ เป็นเรื่องเพียงธรรมชาติเฉยๆ ไป

คำว่าชาติเป็นอย่างนี้ เมื่อเราถือหลักอย่างนี้เราก็ควบคุมได้ คือควบคุมไม่ให้มันเกิดได้ ในเมื่อตากระทบรูป หูกระ ทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นเป็นต้น หรือว่าเมื่อใจมันจะน้อมนึกคิดไปทางไหนก็ตาม เราก็ควบคุมมันได้ ให้เป็นไปในเรื่องของความรู้และสติปัญญาอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้เป็นไปในทางที่จะเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูดังนี้ เราจึงหยุดความเกิดนั้นเสียได้ คือทำให้ความตายของอุปาทานนั้นสิ้นสุดลงไปได้ แล้วเราก็สามารถตายเสีย ก่อนตายเหมือนที่ปู่ย่าตายายสอนให้ แล้วเราก็ได้รับประโยชน์เต็มที่ คือ นิพพาน ไม่มีจิตใจที่มีกิเลสหรือเป็นทุกข์อีกต่อไป เพราะสามารถตายเสียก่อนตายดังนี้

- พุทธทาสภิกขุ
- ที่มา : เทศน์วันส่งตายาย พ.ศ. ๒๕๐๕
- อ้างอิงจาก : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Monday, July 8, 2013

รำลึก 20 ปี มรณกาล ท่านพุทธทาสภิกขุ


8 กรกฎาคม 2536 ท่านพุทธทาสภิกขุ (2449-2536) มรณภาพอย่างสงบที่สวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

ขอนำเหตุการณ์ในวันแห่งลมหายใจช่วงสุดท้ายของท่านพุทธทาส ซึ่งถ่ายทอดโดย “พระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย” (พระอุปัฏฐาก หรือพระผู้คอยดูแลรับใช้ท่านมากว่าสิบปี ตั้งแต่ท่านยังสุขภาพดี กระทั่งอาพาธด้วยโรคตามอายุขัย) ... มาแบ่งปันเป็นธรรมทาน

::::::::::::::::::

“เราจะตายแล้วโว้ย!!”

ในโลกแห่งธรรม คำสอนของท่านพุทธทาสยังคงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ... ทุกขณะจิต แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังคงใช้ร่างกายและจิตใจของตน พิจารณาสังขาร เป็นแบบอย่างให้คนบนโลกนี้ได้เดินรอยตาม

“ด้วยพระเดชพระคุณของหลวงพ่อ ตื่นมาตอนตีสี่ ปลุกเราบอก “ทอง ตื่น ๆๆ เราจะตายแล้วโว้ย” เรายังนอนไม่ตื่น เอามือลูบที่ตา มองไปแล้วเห็นท่านนั่งเขียนหนังสืออยู่ เราก็คิดในใจ จะตายก็สมควรตาย ถ้ายังเขียนหนังสือได้แบบนี้ (หัวเราะ) เราก็คิดแบบคนซื่อน่ะนะ

ท่านบอกให้ไปตามคนที่ดูเรื่องพิมพ์หนังสือมาให้ท่าน ท่านบอกว่า “ไม่ไหวแล้วโว้ย เอามันไม่อยู่แล้ว”
แสดงว่าท่านดูร่างกายและจิตใจตัวเองไปทุกขณะ รู้ตัวมีสติตลอด เรื่องกายและลมหายใจที่ท่านสอนมา ท่านเอามาใช้แม้กระทั่งลมหายใจสุดท้าย”

::::::::::::::::::

ตอนที่ท่านป่วยหนัก เรื่องได้ยินถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งหมอหลวงมานิมนต์ให้ไปรักษาตัว

“มาถึงก็รายงานตัวเลยว่าเป็นหมอ เป็นตัวแทนในหลวงมานิมนต์ เป็นคนทั่วไปจะตอบว่าอะไร คงรีบไปเลย ดีใจมาก

แต่ท่านตอบว่า “เราไม่หอบสังขารหนีความตายโว้ย ไปบอกในหลวงท่านด้วย” แล้วหมอเขาจะกล้าไปรายงานแบบนี้ไหม (หัวเราะ)

นี่คือความเด็ดขาดของท่าน พอถึงเวลาที่รู้ว่าสู้กับมันไม่ไหวแล้ว ท่านก็พิจารณามันไปเรื่อย ๆ และปล่อยวางไปตามอาการ”

ด้วยโรคที่รุมเร้ามากมาย ในหลวงท่านจึงทรงส่งหมอมาดูแล

“ท่านป่วยเป็นความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคเก๊า เป็นสารพัดโรค กินยาวันละเป็นกำๆ ตอนนั้นก็อายุ 80 กว่าแล้ว แต่ท่านไม่เคยมีปัญหาเรื่องอารมณ์ ไม่เคยหงุดหงิดเลย เพราะถ้าเป็นแบบนั้น คงจะไม่เป็นพุทธทาส ถ้าคุณทำได้แบบท่าน คุณรวยอารมณ์แน่นอน”

::::::::::::::::::

“ท่านเป็นโรคเก๊า ปวดจนลุกไม่ขึ้น ก็แค่เอายาลดกรดเล็ก ๆ เข้าไปในปาก แล้วบอกว่าไปตามคนทำหนังสือมา มาทำหนังสือกัน ถ้าเป็นเรา เราจะมีใจทำไหม ปวดเก๊าแบบนี้

แต่ท่านรู้ทันไง ท่านก็ปล่อยให้ร่างกายเจ็บปวดไป ส่วนท่านก็เอาจิตไปเพ่งไว้ที่การเขียนหนังสือ ไม่เดือดร้อนกับมัน

ในเมื่อเอามันไม่อยู่ ห้ามมันไม่ได้ ก็ปล่อยมันไป ให้พิจารณาหนังสือ พร้อมกับปล่อยให้มันปวดไป เดี๋ยวความปวดมันก็หายไปพร้อมๆ กับหนังสือเสร็จตอนเย็นนั่นแหละ

เวลานัดใคร เขาจะมาไม่มาก็ช่าง นายกฯ จะมาเยี่ยมก็ช่างเขา ไม่ไปนั่งกังวล ท่านก็นั่งเขียนหนังสือของท่านไปเรื่อย พอแขกมาท่านก็ไปต้อนรับ เสร็จท่านก็มาเขียนหนังสือต่อ

ท่านจัดสรรชีวิตของท่าน ไม่เคยปล่อยให้ขึ้นลงไปตามอารมณ์ แต่คนทั่วไป ไม่เคยจัดสรร เพราะมัวแต่ไปนอนกอดอารมณ์ ทุกข์มันก็เลยเกิด”

::::::::::::::::::

เวลาล่วงเลย จากตอนปลุกพระสิงห์ทองจนถึงหกโมงเช้า ท่านสั่งลาว่า “เธอฉันเพลแทนเราด้วยนะ” แล้วก็หยิบพวงกุญแจที่บั้นเอวออกมาและบอกว่า “เราไม่อยากตายคาพวงกุญแจ” จากนั้น ยื่นให้พระสิงห์ทอง

“ท่านจัดการทุกอย่างไว้หมดเลย แสดงว่าท่านรู้ว่ากำลังจะตาย จนประมาณ 7 โมง คนอื่นที่นั่งเฝ้าอยู่ด้วยกันก็เลยบอกว่า อย่ากวนท่านเลย ไปเถอะ หลังจากนั้น 30 นาทีให้หลัง ท่านก็ถึงเริ่มบอกว่า “ทอง ลิ้นเราแข็งแล้วนะ”

ท่านลองตามอาการไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือธรรมะข้อสุดท้ายที่ท่านให้ไว้ ใช้สังขารของท่านสอน ให้ตามรู้ตามเห็นทุกอย่าง ท่านไม่เผลอ มองเห็นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุกขณะจริงๆ”

กระทั่งวาระปลงศพในวัย 87 “พุทธทาส อินทปัญโญ” ก็ยังได้แสดงธรรมบทสุดท้ายเอาไว้ เป็นธรรมบนกองเพลิงให้เห็นความไม่เที่ยงแท้ ทั้งยังฝากฝังแนวคิดสำคัญ เตือนใจพุทธศาสนิกชนทุกผู้ทุกนามเอาไว้ว่า

“โลงศพของอาตมา ก็คือ ความดีที่ทำไว้ในโลก ด้วยการเผยแผ่พระธรรม, ป่าช้าสำหรับอาตมา ก็คือ บรรดาประโยชน์และคุณทั้งหลาย ที่ทำไว้ในโลกเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์”

::::::::::::::::::

-- เมื่อกิเลสยึดครองโลก --
เมื่อกิเลส ไหลนอง ยึดครองโลก
มันสุดแสน โสโครก ที่โกรกไหล
เมื่อกระแส ไฟตัณหา ไหม้พาไป
ทิ้งซากไว้ ระเกะระกะ อนิจจัง 
กลับยกย่อง ว่านั้นสิ่ง ศิวิไลซ์
ยั่วความใคร่ เพิ่มเหยื่อ แก่เนื้อหนัง
เป็นเครื่องล่อ กามา บ้าติดตัง
ทั่วโลกคลั่ง ก็ยิ่งคล้าย อบายภพ  
ทั้งแก่เฒ่า สาวหนุ่ม ล้วนจนกาม
เกลียดศีลธรรม เห็นเป็นหนาม ระคายขบ
อาชญากรรม ลุกลาม สงครามครบ
ร้อนตลบ โลกกิเลส สังเวชจริง ฯ
:::::::::::::::::::

... Credit : สกู๊ป 'ตามรอย “พุทธทาส” ในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้!' | Live-Lite | manager.co.th
... via Life 101 – Fan Page

Sunday, July 7, 2013

What I gained & What I lost

Buddha was asked,
"What have you gained from Meditation ?"
He replied,
"Nothing !"
However, Buddha said,
"Let me tell you what I lost : Anger, Anxiety, Depression, Insecurity, Fear of Old, Age and Death."