Showing posts with label Buddhadasa Indapanno. Show all posts
Showing posts with label Buddhadasa Indapanno. Show all posts

Saturday, October 26, 2013

ถ้าทำหน้าที่ ก็ต้องทำเพื่อหน้าที่


ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "เงิน" มันก็เป็น "ทาสเงิน"
ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "คนรัก" มันก็เป็น "ทาสของคนรัก"
ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "อะไร" มันก็เป็น "ทาสของสิ่งนั้น"

แต่ถ้าทำหน้าที่เพื่อ "หน้าที่" นี้ มันควรจะพูดว่าเป็น "ทาสของหน้าที่"
แต่แล้วมันก็ไม่เป็น เพราะว่า
เราเป็นผู้ทำหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่มันทำเรา
และที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้น ก็หมายความว่าเราไม่มี "กิเลส" ใดๆ ที่จะปฏิบัติหน้าที่

มนุษย์อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องทำ ทีนี้ถ้าทำ ก็ต้องทำหน้าที่
ถ้าทำหน้าที่ ก็ต้องทำเพื่อหน้าที่ อย่าไปทำเพื่อสิ่งอื่น มันจึงจะบริสุทธิ์ 
การได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นี้ ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า
เราได้มีชีวิตหรือลมหายใจ อยู่อย่างมีความบริสุทธิ์ ... เท่านั้นเอง
... พุทธทาสภิกขุ
... ธรรมบรรยายปีใหม่ ๒๕๑๔
... หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Friday, October 25, 2013

คลังกิเลส ที่เรียกว่า "อนุสัย"


คนเราทุกคนมีคลังกิเลส มีคลังเก็บกิเลสที่เกิดมาจาก "ความเห็นแก่ตน"
คลังกิเลสนั้นเรียกว่า "อนุสัย"
โง่ทีหนี่ง ทำให้เกิดกิเลส "โลภะ โทสะ โมหะ" ก็ตามขึ้นมาครั้งหนึ่ง
แล้วก็เก็บความเคยชินที่จะเป็นเช่นนั้นไว้หน่วยหนึ่งๆๆเสมอไป
สะสมไว้ในสันดาน นี้เรียกว่า "คลังกิเลส"

ทุกคนมีมัน จึงง่ายที่จะเกิดกิเลส เพราะมันเก็บไว้ในคลังเป็นอันมาก
เรื่องมันมีไม่ได้ ถ้าไม่มีคลังกิเลส เรื่องเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีคลังกิเลส
ปัญหาเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีคลังกิเลส ที่เก็บไว้มากมาย จนง่ายที่จะเกิดกิเลส

ถ้า "ไม่มีตัวตน" ก็ไม่มีอะไรที่เป็นเสน่ห์ยั่วยวนได้ เพราะมันไม่มีตัวตนที่จะรับเอา
พอ "มีตัวตน" ไอ้สิ่งที่จะเป็นเสน่ห์ยั่วยวน จับจิตจับใจเรียกในบาลีว่า "อสฺสาท"

เสน่ห์อันยั่วยวนนั่นมันก็มีขึ้นมา เพราะมันเป็นอวิชชา มันหลงรักในความมีเสน่ห์ของสิ่งเหล่านั้น
บวกก็มีเสน่ห์ไปตามบวก ลบก็มีเสน่ห์ไปในทางลบ
เช่นว่า ได้ด่าเขาก็สบายเหลือเกิน ดีใจเหลือเกิน
ได้อิจฉาริษยาเขา ทำลายเขา ก็สบายเหลือเกินสนุกเหลือเกิน

... พุทธทาสภิกขุ
... ปัญหาทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวตน พ.ศ. ๒๕๓๑
... หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Thursday, October 24, 2013

อบายทั้ง ๔ ในภาษาธรรม


เรื่องอบายทั้ง ๔ ได้แก่ 
  1. นรก 
  2. เดรัจฉาน 
  3. เปรต 
  4. อสุรกาย 
อบายในภาษาคนนั้น จะตกหรือจะถึง ก็ต่อเมื่อตายเข้าโลงไปแล้ว ไปเกิดใหม่จึงจะถึงอบายเหล่านั้น

ส่วนในภาษาธรรมะนี้ อบาย หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจของคน
  1. เมื่อใดร้อนใจ เมื่อนั้นเป็นนรก 
  2. เมื่อใดโง่ เมื่อนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน 
  3. เมื่อใดหิวกระหาย ทะเยอทะยาน เมื่อนั้นก็เป็นเปรต 
  4. และเมื่อใดขี้ขลาด เมื่อนั้นก็เป็นอสุรกาย 
อบายทั้ง ๔ มีอยู่แล้วในคน ในใจของคน ไม่ต้องรอต่อเมื่อตายแล้ว
เข้าโลงไปแล้ว ไปเกิดใหม่ จึงจะได้จึงจะถึง มันต่างกันอยู่อย่างนี้

พระพุทธเจ้าตรัสว่าอะไร ๆ ก็มีอยู่ในคน คือในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง
อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ นี่ก็หมายความว่า อบายนั้นมีอยู่แล้วในคน

ถ้าใครอยากจะรู้รสก็ลองประพฤติไปในทางบาป ทางของอบาย ที่เรียกว่าอบายมุข
เช่นดื่มน้ำเมา เช่นเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร ขี้เกียจคร้านทำการงาน
อย่างอื่นลองดู นี้เรียกว่า อบายมุข คือปากทางของอบาย
พอทำอย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่งเข้า ก็ต้องตกอบายทันที

ยกตัวอย่างเช่น ไปเล่นการพนันเข้า
  • มันก็ร้อนใจเป็นไฟสุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพ้ และเมื่อยังไม่แพ้ มันก็กลัวจะแพ้ ความร้อนใจนั้นเป็นนรก สมกับที่เรียกว่า การเล่นการพนันเป็นอบายมุข คือเป็นปากทางแห่งอบาย 
  • ทีนี้คนเล่นการพนันนั้นคือคนโง่ เพราะคนไม่โง่ก็ไม่ไปคิดรวยด้วยการพนัน ดังนั้นมันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่แล้ว 
  • ในขณะที่เล่นการพนัน แล้วคนเล่นการพนันต้องหิว ต้องทะเยอทะยานในการที่จะได้ เหมือนใจจะขาด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเปรตอยู่เสร็จแล้ว 
  • ในขณะที่เล่นการพนัน ทีนี้คนที่เล่นการพนัน ย่อมขี้ขลาดในการที่จะเสีย มันก็เป็นอสุรกายอยู่แล้ว 
เป็นอันว่าอบายมุขคือการเล่นการพนันนั้น ทำให้ตกอบาย ครบได้ทั้ง ๔ อย่าง ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ถ้าใครไม่ตกอบายในภาษาธรรม คือไม่ตกอบายชนิดนี้แล้ว
แม้จะตายเข้าโลงไปแล้ว ก็ไม่ตกอบายชนิดไหนหมด
เพราะฉะนั้นระวัง อย่าให้ตกอบายอย่างภาษาธรรม ที่นี่และเดี๋ยวนี้
แล้วก็จะไม่ตกอบายภาษาคน ที่ว่าจะตกต่อเมื่อตายแล้ว เป็นต้น

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ถ้ารู้ภาษาธรรมเสียอย่างเดียวแล้ว ภาษาคนก็หมดปัญหาไปด้วย
จึงขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน สนใจในเรื่องภาษาธรรม ซึ่งเป็นภาษาของพระพุทธเจ้า
ให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องกันจงทุกคนเถิด จะเป็นการประหยัดเวลาอย่างยิ่ง
คือจะเสียเวลาน้อยที่สุด ในการรู้ธรรมและปฏิบัติธรรม และได้รับผลของการปฏิบัติธรรม
นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ภาษาคนกับภาษาธรรมนั้นต่างกันอย่างไร

... พุทธทาสภิกขุ
... เทศนาปีใหม่ ๒๕๑๐
... via หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Saturday, September 28, 2013

Learn Dhamma

เรียนธรรมะ

เรียนธรรมะ อย่าตะกละ ให้เกินเหตุ
จะเป็นเปรต หิวปราชญ์ เกิดคาดหวัง
อย่าเรียนอย่าง ปรัชญา มัวบ้าดัง
เรียนกระทั่ง ตายเปล่า ไม่เข้ารอย

เรียนธรรมะ ต้องเรียน อย่างธรรมะ
เรียนเพื่อละ ทุกข์ใหญ่ ไม่ท้อถอย
เรียนที่ทุกข์ ที่มีจริง ยิ่งเข้ารอย
ไม่เลื่อนลอย มองให้เห็น ตามเป็นจริง

ต้องตั้งตน การเรียน ที่หูตา ฯลฯ
สัมผัสแล้ว เกิดเวทนา ตัณหาวิ่ง
ขึ้นมาอยาก เกิดผู้อยาก เป็นปากปลิง
“เรียนรู้ยิง ตัณหาดับ นับว่าพอ” ฯ

-- พุทธทาสภิกขุ


... via หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

Saturday, September 14, 2013

นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย


หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

ตอนที่ 1 "งามอยู่ที่ผี"

ท่านทั้งหลายลองคิดว่าปู่ย่าตายาย พูดผิดหรือพูดถูก พูดไปอย่างไม่รู้หรือว่าพูดอย่างรู้ แล้วเป็นคำที่มีใจความกว้างขวาง ครอบงำคำสอนทั้งหมดได้หรือไม่

เรามาพิจารณาดูความหมายของคำสี่คำนี้กันดีกว่า เพื่อจะได้รู้จักตายายของตัวเองดีขึ้น

ข้อที่ตายายว่างามอยู่ที่ผีนั้นหมายความว่า ลูกหลานสมัยนี้มันงามอยู่ที่แต่งเนื้อแต่งตัว เอาสิ่งต่างๆ มาลูบไล้ฉาบทา ดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขเนื้อหนัง ให้มีความงามแล้วก็หลงใหลกันว่างาม ส่วนตายายนั้นบอกว่างามอยู่ที่ซากผี ให้ลองไปคิดดูว่าของใครจะถูกของใครจะจริงกว่ากัน

ไอ้เรื่องงามอยู่ที่การประดับตกแต่งนี้มันมีความหมายอย่างไร ทุกคนก็พอจะมองเห็นได้ว่า มันตกเป็นบ่าวเป็นทาส เป็นขี้ข้าของกิเลสตัณหา มันจึงจะเห็นว่างามอยู่ที่ประดับตกแต่ง ถ้าจิตใจไม่เป็นทาส เป็นบ่าวของกิเลสตัณหาแล้ว มันจะไม่มัวเหน็ดมัวเหนื่อยอยู่ด้วยการประดับตกแต่ง จะไม่สิ้นไม่เปลืองอยู่ด้วยการประดับตกแต่ง เพราะมันเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น มันเป็นเรื่องมายา หลอกตนเองด้วย หลอกคนอื่นด้วยให้เห็นว่างาม ก็เลยหยุดกัน ไม่ไปหลงงามที่เรื่องมายาอย่างนั้น

ทีนี้มาดูว่างามที่ซากผีนั้นมันงามอย่างไร ข้อนี้มันจะเห็นได้แต่คนที่มีจิตใจสูง สูงกว่าที่จะไปคิดไปเห็นไปคิดผิดๆ...

ถ้ามีสติปัญญาถูกต้องอยู่กับเนื้อกับตัว มองดูที่ซากผีแล้ว ก็จะเห็นอะไรต่างๆ มากมายที่เป็นประโยชน์ ที่เป็นเครื่องเกื้อกูล ไม่ให้โง่ ไม่ให้หลง แต่กลับจะชักจูงไปในทางที่จะประพฤติถูก ประพฤติดีและประพฤติอย่างสูงคือปล่อยวาง ประพฤติไปในทางที่จะกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงเสีย

อย่างถ้าจะมองดูที่โครงกระดูกที่แขวนอยู่ข้างหน้าเรานี้ใครจะมองเห็นว่างามบ้าง เว้นไว้เสียแต่คนบางคนจะมองเห็นว่า มันแสดงให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และช่วยให้จิตใจสงบเย็นลงไปทันที มันเป็นมิตรสหายแก่เรา มันแสดงสิ่งที่มีประโยชน์แก่เรา หรือว่ามันแสดงของจริงอยู่ที่นั่น แสดงความจริงอยู่ที่นั่น คือที่ซากผีนั่นแสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เต็มตัว แสดงความจริงบางอย่างบางประการอยู่เต็มตัว ยิ่งมองยิ่งเห็น ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกว่างดงาม คือทำให้ว่างจากของสกปรกคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั่นเอง ของสกปรกอย่างยิ่งนั้นคือกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ถ้าเป็นคนรักที่จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รักที่จะมีจิตใจสงบแล้ว เห็นซากผีย่อมจับตาและจับใจยิ่งกว่าคนที่ประดับตกแต่งสวยสดงดงามตามภาษามายาหลอกลวง ซึ่งไม่ใช่ของจริง เดี๋ยวนี้มาเห็นของจริงที่ซากผีจึงเห็นว่างามแล้วก็พอใจที่จะดู


ตอนที่ 2 "ดีอยู่ที่ละ"

ตายายท่านว่า "ดีอยู่ที่ละ" ส่วนคนสมัยนี้ว่าดีอยู่ที่ได้ ลูกหลานสมัยนี้พูดว่า "ดีอยู่ที่ได้" ได้เอามามากๆ ได้มาเท่าไรยิ่งมากยิ่งดี ส่วนตายายนั้นว่าดีอยู่ที่ละคือสละให้มันหมดไป มันเถียงกันอยู่อย่างนี้

ปู่ย่าตายายพูดไปด้วยความหมายอย่างไร เราเห็นได้ว่าท่านมีความหมายเหมือนพระพุทธเจ้า ในข้อที่กล่าวว่ายิ่งยึดมั่นถือมั่นเอาไว้เท่าไรก็ยิ่งเป็นความทุกข์มากเท่านั้น คือยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น เพราะนั้นละเสียแม้โดยจิตใจ ละออกไปไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูนี้ก็ยังไม่เป็นทุกข์แล้ว...

ปู่ย่าตายายอยู่ด้วยความเป็นสุขสงบ ลูกหลานก็อยู่ด้วยความเร่าร้อน เร่าร้อนมากถึงขนาดที่เรียกว่า "กลางคืนก็อัดควัน กลางวันก็เป็นไฟ" หาความสงบสุขไม่ได้ทั้งหลับและทั้งตื่น นี่การที่ลูกหลานมาพลิกไปเสียว่าได้จึงจะดี ไม่ยอมรับว่าละออกไปจึงจะดี ข้อที่ว่าได้จึงจะดีนี้มันหมายถึงได้ในทางวัตถุ เป็นเงินเป็นทอง เป็นข้าวเป็นของ เป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาทั้งนั้น ไม่ใช่ได้มรรคผลนิพพาน เรื่องได้มรรคผลนิพพานนั้นเป็นเรื่องละ

อย่าได้เข้าใจผิดไปว่าสิ่งที่ว่าได้แล้วก็จะเป็นการดี มันไม่มีทางที่จะเป็นการดีที่ตรงไหน นอกจากจะเป็นปัญหายุ่งยากไปทั้งนั้น
แม้จะได้มาโดยสุจริต เอามายึดถือไว้ว่าเป็นตัวกูเป็นของกูอย่างนี้ มันก็เผารนหรือขบกัดบุคคลนั้นอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีสร่าง มันจึงไม่มีดีที่ตรงไหน

ถึงแม้ว่าได้มาเก็บรักษาไว้แต่อย่ารู้สึกว่า "ได้" ในใจต้องละออกไปจากความเป็นของตนนี้เรียกว่าละ มันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ไม่วิตกกังวลเพราะการที่มีอะไรไว้หรือได้อะไรมา

ให้เห็นได้ว่าคำพูดของปู่ย่าตายายนี้ ในข้อที่ว่าดีที่อยู่ละนี้ไม่มีทางที่จะผิดเลย เป็นการถูกต้องโดยสมบูรณ์ ไม่มีส่วนบกพร่องอย่างใด และลูกหลานก็ยังไม่สนใจ หรือลูกหลานก็ยังไม่ยินดีที่จะประพฤติตามนี้ ก็เรียกว่าเราไม่ได้รับของดีจากตายายทั้งที่หวังจะได้ "งามอยู่ที่ซากผี" นั้นก็ไม่เอาอย่างหนึ่งแล้ว และให้ดีตรงที่ละนี้ก็ไม่เอาอีก


ตอนที่ 3 "พระอยู่ที่จริง"

พระอยู่ที่จริง ตายายหมายความว่าอย่างไร? ตายายไม่ได้พูดว่าพระอยู่ที่วัด ไม่ได้พูดว่าพระอยู่ที่โกนหัวนุ่งเหลือง หรือไม่ได้พูดว่าพระอยู่ที่ต้องทำพิธีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไอ้กรรมอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าพระอยู่ที่จริง ตายายหมายความว่าคนที่บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สืบอายุศาสนาจริง ครบทั้งห้าจริงนี้จึงจะเรียกว่าเป็นคนจริงและเป็นพระ

ทีนี้คนฟังบางคนอาจจะคิดว่าต้องบวชเป็นพระเป็นเณรเสมอไปจึงจะเป็นพระ ความจริงนั้นไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงนั้นมีอยู่ว่า

"ถ้าใครเป็นคนจริงคนนั้นก็เป็นพระ"

แม้อยู่ที่บ้านที่เรือนมีครอบครัวก็เป็นพระได้ เพราะเรายอมรับกันว่าพระโสดาบันอยู่บ้านอยู่เรือนมีภรรยาสามีก็มี พระสกิทาคาอยู่บ้านอยู่เรือนมีสามีภรรยาก็มี พระอนาคามีเป็นฆราวาสอยู่บ้านไม่อยู่วัดก็ยังมี แล้วทำไมพระจะอยู่ที่บ้านไม่ได้ พระอยู่ที่บ้านได้ก็เพราะว่าที่ไหนมีเรื่องจริง พระก็มีอยู่ที่นั่น จะมีการรู้จริง ปฏิบัติจริง ดับกิเลสได้จริง เป็นผู้ดับทุกข์จริง มันก็เรียกว่าเป็นพระได้

ข้อที่ว่าบวชจริงนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องบวชอย่างพระอย่างเณรเสมอไป บวชอย่างชาวบ้านก็ได้ บวชอย่างชาวบ้านก็คือเป็นพุทธบริษัทที่ดี เป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ดี เพราะคำว่าบวชนี้แปลว่า "เว้น" เท่านั้นเอง เมื่อเว้นสิ่งที่ควรเว้นได้แล้วก็เรียกว่าบวชทั้งนั้น

ฉะนั้นเราเลิกพูดเรื่องอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัดกันเสียที พูดถึงกันแต่ว่าที่ไหนมันมีการเว้นจริง ที่นั้นก็มีความจริงชนิดที่ทำให้คนเป็นพระได้ เป็นพระโสดา สกิทาคา เป็นอนาคา ก็ยังได้ถ้าให้มันจริง

เรามาสนใจที่จริงกันดีกว่า สนใจกันที่คำว่าจริงคำเดียวก็พอแล้ว ก็ทำอะไรให้มันจริง อย่าให้มันเป็นเท็จ เป็นมายา เป็นหลอกลวง ตัวเองและผู้อื่นต่อไปอีกเลย

เมื่อชั่วก็ให้มันชั่วจริงจะได้ละเสียจริงๆ ถ้าว่าดีก็ให้ดีจริงจะได้ประพฤติปฏิบัติกันให้จริงๆ อย่าเห็นว่าชั่วแล้วมันก็ยังไม่ยอมละแล้วบังคับตัวเองให้ละไม่ได้อย่างนี้มันเรียกว่าไม่จริง เช่น เล่นไพ่ก็รู้ว่าไม่ดีและไม่จริง กินสุรายาเมาก็รู้ว่าไม่ดีไม่จริง แต่แล้วก็ยังไม่ยอมละ นี้คือว่าไม่จริง ถ้าจริงมันก็ต้องละทันที แล้วมันก็มีการเว้นจริง มีผลดีจริง มีอะไรเป็นจริงขึ้นมา มันก็เป็นพระได้เหมือนกัน

อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย แม้แต่เด็กเล็กๆ ถ้ามันมีอะไรจริงก็จงยกมือไหว้มันเถิด เพราะว่ามันก็เป็นพระเหมือนกัน มันเป็นพระอยู่ที่จริง อยู่ที่ความจริงดังนี้ นี้ปู่ย่าตายายพูดถูกมากหรือถูกน้อยก็ลองคิดดูว่า พระอยู่ที่จริงนี้มันเป็นอย่างไร

ปู่ย่าตายายของเราพูดสั้นที่สุดว่าพระอยู่ที่จริง แต่ลูกหลานก็หาพระนั้นไม่พบ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วยังไปสนใจผิดพระแล้วยังไปติดต่อผิดพระ ไปทำบุญผิดพระ อย่างนี้ก็ยังมีได้ เพราะไม่นิยมนับถือว่าพระอยู่ที่จริงนั่นเอง ฉะนั้นขอให้มีหลักเกณฑ์ที่แน่วแน่กันเสียใหม่ว่าพระนั้นอยู่ที่จริง


ตอนที่ 4 "นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย" (ตอนสุดท้าย)

นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย อย่าให้ทันเข้าโลง ข้อนี้หมายความลึกซึ้งมาก เพราะคำว่าตายคือไม่ใช่ตายทางร่างกาย แต่ว่าเป็นตายของกิเลสตัณหา เป็นตายของจิตของใจที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกู คือท่านถือกันว่าเมื่อมีความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกูอยู่นั้นน่ะ คือ "เกิด" ขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูแล้วนั้นว่าคือ "ดับ" ลงไป คือตาย

เรารีบทำให้ความยึดมั่นว่า "ตัวเรา" นั่นดับไปเสียโดยสิ้นเชิง อย่าให้เกิดมาอีกได้ ก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย ทำได้อย่างนี้เรียกว่าตายเสียก่อนตาย ตายอย่างนี้ไม่มีตายอีกต่อไป เพราะว่าตัวกูไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว มันจึงไม่ตายอีกต่อไป มันจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนไปของสังขารเท่านั้นเอง ก็เป็นเรื่องเปลี่ยนไปๆ ของดินน้ำลมไฟ อากาศ วิญญาณ ของธาตุ ของขันธ์ ของอายตนะ ไม่ ใช่ของกู

คนโดยมากเข้าใจว่าต้องทำอะไรหลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ หลายพันชาติ หลายแสนชาติ จึงจะได้นิพพาน จึงมัวแต่พูดอย่างนกแก้วว่า "นิพพานะปัจจโยโหตุ นิพพานะปัจจโยโหตุ" ไม่รู้จักสิ้นจักสุด ขอจงเป็นปัจจัยแก่นิพพานอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ แล้วก็ไม่รู้นานสักเท่าไหร่

คำว่าชาติของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้หมายถึงการเข้าโลง แต่หมายถึงการเกิดอุปาทานว่าตัวกูของกูครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่ง เมื่อมีรูปเสียงกลิ่นรสเป็นต้น มากระทบตาหูเป็นต้น เกิดเป็นผัสสะ เกิดเป็นเวทนาและเกิดเป็นตัณหาอยากอย่างนั้นอย่างนี้ มีตัวกูเป็นผู้อยากขึ้นมา เรียกว่าอุปาทาน ก็เรียก ว่าเกิดครั้งหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง แล้วมันก็เป็นทุกข์ทุกชาติ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งมันเกิดได้หลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ

เกิดตัวกูในความรู้สึกขึ้นมาครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่ง ถ้าไม่เกิดความรู้สึกอย่างนี้แม้ร่างกายจะเกิดมาจากท้องแม่มันก็เหมือนท่อนไม้อยู่นั้นเอง ถ้าจิตใจมันมีความคิดไปในทางอื่น ไม่เป็นไปในทางตัวกูของกู มันก็ไม่มีความหมายเป็นการเกิด

ดังนั้นมันจึงต้องมีหลักว่า ในร่างกายที่กำลังมีความรู้สึกว่าตัวกูเท่านั้น จึงจะเรียกว่าเป็นชาติ หรือความเกิด แม้ร่างกายที่กำลังปราศจากความรู้สึกว่าตัวกูหาได้มีชาติหรือความเกิดไม่ เช่น ในเวลาหลับเป็นต้น หรือในเวลาที่ไม่ได้คิดนึกไปในทางเป็นตัวกูของกูเป็นต้น ให้ถือว่าเป็นเพียงขันธ์ธาตุ อายตนะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยล้วนๆ ก็แล้วกัน ไม่มีตัวกู เฉพาะเวลาที่จิตปรุงแต่ง คิดนึกเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนั้นเรียกว่าชาติ แล้วชาตินั้นมันอยู่กี่นาทีก็ตามใจ หรือกี่ชั่วโมงก็ตามใจ แล้วมันดับไป ก็เรียกว่าสิ้นไปชาติหนึ่ง กว่ามันจะเกิดใหม่

ชาติอย่างนี้มันมีระยะอันสั้น ทำให้เราสามารถที่จะปรับปรุงมันได้ ควบคุมมันได้ แก้ไขมันได้ เอาชนะมันได้ และสามารถทำให้มันสิ้นสุดลงได้ อย่างนี้มันได้เปรียบข้างเรา ดังนั้นเรามาเอาข้างนี้อย่างนี้กันดีกว่า ดีกว่าที่ไปเอาชาติทางวัตถุ เกิดมาจากท้องโดยร่างกายแล้วอยู่ไปจนเข้าโลงอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ตายตัว ทำอะไรไม่ได้

ความทุกข์ก็มันไม่ได้อยู่ที่นั่น ความทุกข์มันอยู่ที่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูนี้ต่างหาก แม้ร่างกายจะมีมา ถ้าไม่ยึดว่าเป็นตัวกูเป็นของกู มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร แม้ว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายจะมีอยู่ แต่ถ้าไม่ได้ยึดว่าเป็นของกูมันก็ไม่เป็นทุกข์อะไร ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายที่ถูกยึดมั่นด้วยอุปาทานเท่านั้นจึงจะเป็นทุกข์ คือ ไปยึดแค่ว่าเป็นความเกิดของเรา เป็นความเจ็บของเรา เป็นความแก่ของเรา เป็นความตายของเรา มันจึงจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอุปาทานไปยึดอย่างนั้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้นก็ไม่เป็นทุกข์ เป็นเรื่องเพียงธรรมชาติเฉยๆ ไป

คำว่าชาติเป็นอย่างนี้ เมื่อเราถือหลักอย่างนี้เราก็ควบคุมได้ คือควบคุมไม่ให้มันเกิดได้ ในเมื่อตากระทบรูป หูกระ ทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นเป็นต้น หรือว่าเมื่อใจมันจะน้อมนึกคิดไปทางไหนก็ตาม เราก็ควบคุมมันได้ ให้เป็นไปในเรื่องของความรู้และสติปัญญาอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้เป็นไปในทางที่จะเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูดังนี้ เราจึงหยุดความเกิดนั้นเสียได้ คือทำให้ความตายของอุปาทานนั้นสิ้นสุดลงไปได้ แล้วเราก็สามารถตายเสีย ก่อนตายเหมือนที่ปู่ย่าตายายสอนให้ แล้วเราก็ได้รับประโยชน์เต็มที่ คือ นิพพาน ไม่มีจิตใจที่มีกิเลสหรือเป็นทุกข์อีกต่อไป เพราะสามารถตายเสียก่อนตายดังนี้

- พุทธทาสภิกขุ
- ที่มา : เทศน์วันส่งตายาย พ.ศ. ๒๕๐๕
- อ้างอิงจาก : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Saturday, July 20, 2013

ศิลปะในการทำงานให้มีความสุข


ศิลปะในการทำงานให้มีความสุข

มีศิลปะที่อยากจะบอกกันอีกสักข้อหนึ่งว่า จงทำการงานด้วยสติปัญญา คือรู้ว่าเราเป็นมนุษย์ มีหน้าที่อย่างมนุษย์ แล้วก็ทำหน้าที่อย่างมนุษย์ แล้วก็เป็นสุข

เมื่อเราทำการงาน เรามีความรู้ถูกต้องว่าทำอย่างนี้ ทำด้วยสติทำด้วยปัญญาอย่างนี้ อย่าทำด้วยความหวังว่าเมื่อไรมันจะออกผลมา อย่าทำด้วยความอยาก คือตัณหา อยากเหมือนใจจะขาดที่จะเห็นผลงาน นี่คนบ้ามันจุดไฟขึ้นมาสุมเผาตัวเอง ความอยากนั้นเป็นไปติดต่อกันไม่ขาดตอน นี้เรียกว่าความหวัง ยิ่งหวังเท่าไรยิ่งเผาหัวใจเท่านั้น ฉะนั้นอย่าทำด้วยความอยาก อย่าทำด้วยความหวัง.

ยกตัวอย่างเหมือนกับว่า ซื้อล็อตเตอรี่มาแผ่นหนึ่งแล้วก็อย่าไปสนใจจนนอนไม่หลับว่ามันจะถูกเมื่อไร ไม่ต้องสนใจลืมเสียก็ได้ ไว้ไปตรวจดูเมื่อถึงวันฉลากมันออกก็แล้วกัน ตลอดหลายๆ วันนั้นอย่าไปหวังให้มันบ้า อย่าไปหวังให้มันเป็นคนนอนไม่หลับ หรือว่าทรมานจิตใจ การงานนี้ก็เหมือนกัน ทำนา ทำสวน ค้าขาย หรืออะไรก็ทำไปด้วยสติปัญญา ระงับความอยากความต้องการในผลงานเสีย แล้วก็ระงับความหวัง ที่เด็กๆ เขาชอบหวังกันนักเสีย สนุกเป็นสุขอยู่ในการกระทำ แล้วผลมันก็ออกมาเอง

คนโง่ก็ถามขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นเอากำลังที่ไหนมาทำงาน ถ้าไม่หวัง ถ้าไม่สอนให้อยาก ไม่สอนให้หวัง?

เราก็ตอบว่านั้นมันเรื่องของคนโง่ ต้องเอากิเลสตัณหามาเป็นกำลังใจสำหรับทำการงาน เรามันลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เราไม่โง่ เราเอาสติ และปัญญานั่นแหละมาเป็นกำลังใจสำหรับทำการงาน พวกโน้นทำงานด้วยกำลังของกิเลส เช่นความอยากและความหวังเป็นต้น เราเป็นพุทธบริษัท ทำการงานด้วยกำลังแห่งสติปัญญา กำลังแห่งปัญญานี้ดีหรือมากกว่ากำลังแห่งความหวังหรือความอยาก ซึ่งเป็นกิเลส

มีการดำรงชีวิตอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการงาน ก็เลยเป็นความสุขอยู่ในการงาน เป็นการศึกษาที่ทำให้ฉลาดมากขึ้น แล้วเป็นการก้าวหน้าทางจิตของวิญญาณ ในการเป็นมนุษย์ของตน เป็นอันว่าหมดปัญหาไปอันหนึ่ง เป็นการประสบผลสำเร็จด้วยความงดงามอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัติอย่างนี้มันไม่ใช่ง่าย มันละเอียดอ่อน มันก็เป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง ศิลปะแห่งการครองชีวิตในแง่ของการงาน

-- พุทธทาสภิกขุ

... via หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

Monday, July 8, 2013

รำลึก 20 ปี มรณกาล ท่านพุทธทาสภิกขุ


8 กรกฎาคม 2536 ท่านพุทธทาสภิกขุ (2449-2536) มรณภาพอย่างสงบที่สวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

ขอนำเหตุการณ์ในวันแห่งลมหายใจช่วงสุดท้ายของท่านพุทธทาส ซึ่งถ่ายทอดโดย “พระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย” (พระอุปัฏฐาก หรือพระผู้คอยดูแลรับใช้ท่านมากว่าสิบปี ตั้งแต่ท่านยังสุขภาพดี กระทั่งอาพาธด้วยโรคตามอายุขัย) ... มาแบ่งปันเป็นธรรมทาน

::::::::::::::::::

“เราจะตายแล้วโว้ย!!”

ในโลกแห่งธรรม คำสอนของท่านพุทธทาสยังคงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ... ทุกขณะจิต แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังคงใช้ร่างกายและจิตใจของตน พิจารณาสังขาร เป็นแบบอย่างให้คนบนโลกนี้ได้เดินรอยตาม

“ด้วยพระเดชพระคุณของหลวงพ่อ ตื่นมาตอนตีสี่ ปลุกเราบอก “ทอง ตื่น ๆๆ เราจะตายแล้วโว้ย” เรายังนอนไม่ตื่น เอามือลูบที่ตา มองไปแล้วเห็นท่านนั่งเขียนหนังสืออยู่ เราก็คิดในใจ จะตายก็สมควรตาย ถ้ายังเขียนหนังสือได้แบบนี้ (หัวเราะ) เราก็คิดแบบคนซื่อน่ะนะ

ท่านบอกให้ไปตามคนที่ดูเรื่องพิมพ์หนังสือมาให้ท่าน ท่านบอกว่า “ไม่ไหวแล้วโว้ย เอามันไม่อยู่แล้ว”
แสดงว่าท่านดูร่างกายและจิตใจตัวเองไปทุกขณะ รู้ตัวมีสติตลอด เรื่องกายและลมหายใจที่ท่านสอนมา ท่านเอามาใช้แม้กระทั่งลมหายใจสุดท้าย”

::::::::::::::::::

ตอนที่ท่านป่วยหนัก เรื่องได้ยินถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งหมอหลวงมานิมนต์ให้ไปรักษาตัว

“มาถึงก็รายงานตัวเลยว่าเป็นหมอ เป็นตัวแทนในหลวงมานิมนต์ เป็นคนทั่วไปจะตอบว่าอะไร คงรีบไปเลย ดีใจมาก

แต่ท่านตอบว่า “เราไม่หอบสังขารหนีความตายโว้ย ไปบอกในหลวงท่านด้วย” แล้วหมอเขาจะกล้าไปรายงานแบบนี้ไหม (หัวเราะ)

นี่คือความเด็ดขาดของท่าน พอถึงเวลาที่รู้ว่าสู้กับมันไม่ไหวแล้ว ท่านก็พิจารณามันไปเรื่อย ๆ และปล่อยวางไปตามอาการ”

ด้วยโรคที่รุมเร้ามากมาย ในหลวงท่านจึงทรงส่งหมอมาดูแล

“ท่านป่วยเป็นความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคเก๊า เป็นสารพัดโรค กินยาวันละเป็นกำๆ ตอนนั้นก็อายุ 80 กว่าแล้ว แต่ท่านไม่เคยมีปัญหาเรื่องอารมณ์ ไม่เคยหงุดหงิดเลย เพราะถ้าเป็นแบบนั้น คงจะไม่เป็นพุทธทาส ถ้าคุณทำได้แบบท่าน คุณรวยอารมณ์แน่นอน”

::::::::::::::::::

“ท่านเป็นโรคเก๊า ปวดจนลุกไม่ขึ้น ก็แค่เอายาลดกรดเล็ก ๆ เข้าไปในปาก แล้วบอกว่าไปตามคนทำหนังสือมา มาทำหนังสือกัน ถ้าเป็นเรา เราจะมีใจทำไหม ปวดเก๊าแบบนี้

แต่ท่านรู้ทันไง ท่านก็ปล่อยให้ร่างกายเจ็บปวดไป ส่วนท่านก็เอาจิตไปเพ่งไว้ที่การเขียนหนังสือ ไม่เดือดร้อนกับมัน

ในเมื่อเอามันไม่อยู่ ห้ามมันไม่ได้ ก็ปล่อยมันไป ให้พิจารณาหนังสือ พร้อมกับปล่อยให้มันปวดไป เดี๋ยวความปวดมันก็หายไปพร้อมๆ กับหนังสือเสร็จตอนเย็นนั่นแหละ

เวลานัดใคร เขาจะมาไม่มาก็ช่าง นายกฯ จะมาเยี่ยมก็ช่างเขา ไม่ไปนั่งกังวล ท่านก็นั่งเขียนหนังสือของท่านไปเรื่อย พอแขกมาท่านก็ไปต้อนรับ เสร็จท่านก็มาเขียนหนังสือต่อ

ท่านจัดสรรชีวิตของท่าน ไม่เคยปล่อยให้ขึ้นลงไปตามอารมณ์ แต่คนทั่วไป ไม่เคยจัดสรร เพราะมัวแต่ไปนอนกอดอารมณ์ ทุกข์มันก็เลยเกิด”

::::::::::::::::::

เวลาล่วงเลย จากตอนปลุกพระสิงห์ทองจนถึงหกโมงเช้า ท่านสั่งลาว่า “เธอฉันเพลแทนเราด้วยนะ” แล้วก็หยิบพวงกุญแจที่บั้นเอวออกมาและบอกว่า “เราไม่อยากตายคาพวงกุญแจ” จากนั้น ยื่นให้พระสิงห์ทอง

“ท่านจัดการทุกอย่างไว้หมดเลย แสดงว่าท่านรู้ว่ากำลังจะตาย จนประมาณ 7 โมง คนอื่นที่นั่งเฝ้าอยู่ด้วยกันก็เลยบอกว่า อย่ากวนท่านเลย ไปเถอะ หลังจากนั้น 30 นาทีให้หลัง ท่านก็ถึงเริ่มบอกว่า “ทอง ลิ้นเราแข็งแล้วนะ”

ท่านลองตามอาการไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือธรรมะข้อสุดท้ายที่ท่านให้ไว้ ใช้สังขารของท่านสอน ให้ตามรู้ตามเห็นทุกอย่าง ท่านไม่เผลอ มองเห็นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุกขณะจริงๆ”

กระทั่งวาระปลงศพในวัย 87 “พุทธทาส อินทปัญโญ” ก็ยังได้แสดงธรรมบทสุดท้ายเอาไว้ เป็นธรรมบนกองเพลิงให้เห็นความไม่เที่ยงแท้ ทั้งยังฝากฝังแนวคิดสำคัญ เตือนใจพุทธศาสนิกชนทุกผู้ทุกนามเอาไว้ว่า

“โลงศพของอาตมา ก็คือ ความดีที่ทำไว้ในโลก ด้วยการเผยแผ่พระธรรม, ป่าช้าสำหรับอาตมา ก็คือ บรรดาประโยชน์และคุณทั้งหลาย ที่ทำไว้ในโลกเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์”

::::::::::::::::::

-- เมื่อกิเลสยึดครองโลก --
เมื่อกิเลส ไหลนอง ยึดครองโลก
มันสุดแสน โสโครก ที่โกรกไหล
เมื่อกระแส ไฟตัณหา ไหม้พาไป
ทิ้งซากไว้ ระเกะระกะ อนิจจัง 
กลับยกย่อง ว่านั้นสิ่ง ศิวิไลซ์
ยั่วความใคร่ เพิ่มเหยื่อ แก่เนื้อหนัง
เป็นเครื่องล่อ กามา บ้าติดตัง
ทั่วโลกคลั่ง ก็ยิ่งคล้าย อบายภพ  
ทั้งแก่เฒ่า สาวหนุ่ม ล้วนจนกาม
เกลียดศีลธรรม เห็นเป็นหนาม ระคายขบ
อาชญากรรม ลุกลาม สงครามครบ
ร้อนตลบ โลกกิเลส สังเวชจริง ฯ
:::::::::::::::::::

... Credit : สกู๊ป 'ตามรอย “พุทธทาส” ในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้!' | Live-Lite | manager.co.th
... via Life 101 – Fan Page